Ribbon

ชงรัฐทำระบบยืนยันตัวตนผู้โทร ให้ประชาชนใช้ฟรี ป้องกันมิจฉาชีพหลอกลวง

Getting your Trinity Audio player ready...

ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง Whoscall เผยสถิติหลอกลวงผ่านสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ถึง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี ด้านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รายงานสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568- ก.พ.2569 ช่วง 5 เดือน ได้รับแจ้งเหตุทั้งหมด 147,188 เคส เป็นการหลอกลวงทางโทรศัพท์ 15,969 เคส หรือเฉลี่ยวันละ 100 เคส สร้างความเสียหายประมาณ 2,136 ล้านบาท สภาผู้บริโภคเสนอรัฐพัฒนาระบบยืนยันตัวตนผู้โทร (Caller ID) ให้เป็นบริการพื้นฐานที่ติดตั้งมากับซิมการ์ดหรือระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ ให้ประชาชนใช้งานได้ฟรี ลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์และข้อความตั้งแต่ต้นทาง พร้อมจัดเวทีระดมสมองจากทุกหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากวิกฤตภัยมิจฉาชีพออนไลน์ที่มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ปัจจุบัน จะมีเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันจากภาคเอกชนที่ช่วยแจ้งเตือนเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพ แต่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงฟังก์ชันที่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้บริการได้ทั้งหมด สภาผู้บริโภคจึงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายทำและแนวทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ประกอบด้วย

1. การจัดทำระบบเตือนภัยให้เป็นบริการพื้นฐาน โดยเสนอให้ระบบการยืนยันตัวตนหรือการแจ้งเตือนชื่อเบอร์โทร (Caller ID) เป็นฟังก์ชันอัตโนมัติที่มาพร้อมกับซิมการ์ดหรือระบบปฏิบัติการของเครื่องโทรศัพท์ ที่ประชาชนทุกคนใช้ได้ฟรีและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 2. การใช้เอไอและฐานข้อมูลภาครัฐเดินหน้าป้องกัน โดยภาครัฐและค่ายมือถือควรใช้เทคโนโลยีเอไอและฐานข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลซิมบ็อกซ์ หรือซิมเถื่อน ในการตรวจสอบและขึ้นข้อความเตือนบนหน้าจอทันทีเมื่อมีสายผิดปกติหรือ ข้อความ (SMS) หลอกลวงโทรเข้ามา เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่ปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง

3. การตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้ป้องกันมิจฉาชีพ โดยภาครัฐหรือ กสทช. ควรเป็นผู้ให้การรับรอง ว่าแอปพลิเคชันใดปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสับสนจนไปดาวน์โหลดแอปปลอม 4. มาตรการลงโทษและเยียวยาผู้บริโภค ควรตรวจสอบและชดเชย หากพบว่าผู้ให้บริการมีการคิดค่าบริการผิดพลาด หรือปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค ต้องมีกลไกเรียกค่ายมือถือมาชี้แจงและเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทันที โดยการดำเนินการ กสทช. ควรเป็นเจ้าภาพร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งสองราย ร่วมด้วยตำรวจไซเบอร์และตำรวจสืบสวนกลาง พร้อมมีการกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เช่น การเข้าถึงตัวของมิจฉาชีพลดลงในเชิงปริมาณ และความเสียหายทางทรัพย์สิน

“ต้องการให้รัฐเข้มงวดมากขึ้น โดยการมีเครื่องมือเตือนภัยที่รวมอยู่ในระบบซิมการ์ดและเป็นบริการฟรี ที่ช่วยลดปัญหาได้มหาศาล เพราะความปลอดภัยดิจิทัลไม่ควรเป็นภาระที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อเอง” นางสาวสุภิญญา กล่าว

นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า เพื่อร่วมป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ในเชิงรุก สภาผู้บริโภคได้ร่วมกับโคแฟค (Cofact) จัดเวทีเสวนา “Digital Thinkers Forum #34 : ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verification) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการยกระดับระบบแจ้งเตือนและยืนยันตัวตนผู้โทรให้เป็นบริการพื้นฐานของประเทศ โดยข้อสรุปและข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อวางกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัลให้เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมถึง ปัญหาการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และ SMS ได้สร้างความเสียหายทางการเงินจำนวนมากให้กับประชาชน โดยปีที่ผ่านมา มีสถิติการโทรศัพท์ที่เข้าข่ายมิจฉาชีพประมาณ 168 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้งต่อคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สูงและน่ากังวล ซึ่งมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานีตำรวจ สำนักงานที่ดิน หรือใช้วิธีตีสนิทเพื่อสร้างความไว้วางใจ และบางครั้งมิจฉาชีพโทรมาโดยอ้างเหตุการณ์ที่ดูสมจริงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใกล้ตัว ทำให้ผู้รับสายอาจเผลอรับโทรศัพท์และตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เกิดความเสียหายตามมา

สำหรับแนวทางป้องกันปัญหามิจฉาชีพผ่านโทรศัพท์ควรเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) และหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ควรผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังประชาชน เนื่องจากสิทธิด้านความปลอดภัยในการสื่อสารเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้านการสื่อสารที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 อีกประเด็นสำคัญคือการจัดการระบบ Caller ID ที่ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หากสามารถพัฒนาให้เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและป้องกันการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ได้ รวมถึงมาตรการบล็อกหมายเลขต่างประเทศที่ผิดปกติ

นอกจากนี้ ต้องมีแนวทางการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเชิงระบบในระดับประเทศ เพื่อให้โอเปอเรเตอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค สร้างความก้าวหน้าป้องกันการหลอกลวงทางโทรคมนาคมอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การบังคับใช้ระบบ Caller ID หรือการแสดงชื่อผู้โทรนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายการละเมิดกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดย กสทช. มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการบังคับให้ผู้ที่ลงทะเบียนซิมการ์ดต้องเปิดเผยชื่อตัวเองเมื่อโทรออก เพื่อให้ผู้รับสายสามารถระบุตัวตนผู้โทรได้ และการมีระบบนี้จะมีประโยชน์สูงสุดสำหรับการโทรหาคนที่ไม่รู้จักกันครั้งแรก เพื่อให้ผู้รับทราบว่าใครติดต่อมา และผู้รับสายจึงสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ชัดเจน

“ผู้ใช้งานอ้างไม่ได้ว่าการบังคับโชว์ชื่อผิดกฎหมาย PDPA ถือเป็นมาตรการที่หน่วยงานกำกับดูแลมีสิทธิ์สั่งการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน” ดร.อุดมธิปก กล่าว

ขณะเดียวกันมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือการใช้ “ซิมม้า” หรือจดทะเบียนในนามนิติบุคคลปลอมที่อาจแฝงในเรื่องภัยมิจฉาชีพได้เช่นกัน จึงควรมีระบบยืนยันตัวตนก่อนซื้อซิมที่เข้มงวด และกำหนดเพดานจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ที่บุคคลหรือองค์กรหนึ่งสามารถถือครองได้ ร่วมสกัดกั้นมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง

นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวถึง แนวทางในการจัดการปัญหาเรื่องซิมผี ซิมม้า ควรดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านโทรคมนาคม หรือ เทเลคอม ดาต้า บูโร (Telecom Data Bureau) โดยภาคเอกชนในกลุ่มโทรคมนาคม ทั้งเอไอเอส ทรู และเอ็นที สามารถร่วมมือพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางลักษณะเดียวกัน เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถติดตามและสกัดกั้นการใช้งานเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ระบบควรเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลซิมม้า ข้อมูลบัญชีม้า และข้อมูลนิติบุคคลนอมินี ซึ่งในปัจจุบันภาคธนาคารมีความพร้อมในการเชื่อมต่อข้อมูลแล้ว แต่ข้อมูลจากฝั่งค่ายมือถือและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังอยู่ในช่วงพัฒนา ทั้งหมดจะทำให้ตำรวจและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบเครือข่ายการหลอกลวงได้ครบวงจร ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับแนวคิดมาจาก การจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางของภาคธนาคาร (Central Fraud Registry) หรือ ซีเอฟอาร์ ที่ใช้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางการเงิน โดยเฉพาะ “บัญชีม้า” ทำให้ธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและป้องกันการหลอกลวงได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมในการจัดการปัญหาซิมม้า เช่น การบังคับให้หมายเลขโทรศัพท์ที่มีความเสี่ยงหรือถูกถูกรายงานจำนวนมากต้องยืนยันตัวตนใหม่ (Re-KYC) การตรวจสอบบริษัทที่เปิดซิมจำนวนมากผ่านข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อป้องกันการใช้บริษัทนอมินีเปิดซิมม้า และการกำหนดมาตรการยึดคืนหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่มีการใช้งานหรือไม่ได้ต่ออายุนานเกิน 3 ปี