Ribbon

เปิดตัวแพลตฟอร์มรับแจ้งบัญชีม้า ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทย

เปิดตัวแพลตฟอร์มรับแจ้งบัญชีม้า ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทย

สภาผู้บริโภค เข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ กรณีการอายัดและการระงับบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า)” ภายใต้หัวข้อ ประเทศไทยกับยุทธศาสตร์การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล: บทบาทของกระทรวงยุติธรรมกับการบูรณาการแก้ปัญหาบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) อย่างยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาระบบรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลไทยในระยะยาว

ภายในงานมีการนำเสนอผลการวิจัย ซึ่งชี้ชัดว่า “บัญชีม้า” คือกลไกสำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ โดยปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของอาชญากรเชิงปัจเจก หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงช่องโหว่ด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย การกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงิน และการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน

ข้อมูลรัฐไม่เชื่อม ขาดมาตรฐานกลาง คือจุดอ่อนสำคัญ

ผลการศึกษาสะท้อนจุดอ่อนของระบบเดิมที่ดำเนินการล่าช้า แยกส่วน และไม่ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบัน กลไกส่วนใหญ่ยังเน้นการจัดการภายหลังเกิดเหตุ ขณะที่เงินสามารถถูกโอนและกระจายออกจากระบบได้ภายในไม่กี่วินาที ความล่าช้าในขั้นตอนการแจ้งเหตุ ตรวจสอบ และอายัดบัญชี ทำให้การคุ้มครองผู้เสียหายไม่ทันการณ์ อีกทั้งฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ยังขาดมาตรฐานกลางและการเชื่อมโยงแบบเรียลไทม์

จากข้อค้นพบดังกล่าว งานวิจัยจึงเสนอให้ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” จากการปราบปรามเชิงรับ ไปสู่การป้องกันเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานสำคัญ ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการอายัดธุรกรรมเฉพาะส่วนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดความเสียหายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แทนการตามแก้ปัญหาภายหลัง

แพลตฟอร์มกลาง รับมือบัญชีม้า

หนึ่งในผลผลิตสำคัญของโครงการคือ “แพลตฟอร์มรับแจ้งบัญชีต้องสงสัยและตรวจสอบอาชญากรรมทางไซเบอร์” (https://checkscam.tcc.or.th) ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประชาชน หน่วยงานรัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

สถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง โดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงานบนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การคุ้มครองสิทธิและข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูล และการเสริมพลังภาคประชาชนให้ก้าวจากผู้รับผลกระทบไปสู่หุ้นส่วนเชิงระบบในการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์

สภาผู้บริโภคจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการนำแพลตฟอร์มไปใช้ขยายผล และขับเคลื่อนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคเอกชน เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้ไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบริการสาธารณะด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสื่อสารสาธารณะและการสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

“สภาผู้บริโภคยืนยันความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อร่วมลดความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินและบริการดิจิทัล และวางรากฐานการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เข้มแข็งในสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมขอบคุณคณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและขยายผลในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม” สถาพร กล่าว

ทั้งนี้ โครงการวิจัยครั้งนี้ ได้มีผู้แทนหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานด้านการคุ้มครองข้อมูลและการกำกับดูแล ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หน่วยงานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม คือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หน่วยงานด้านการเงินและเศรษฐกิจ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขณะเดียวกัน ยังมีหน่วยงานด้านนโยบายและการบริหารราชการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม

รวมถึงหน่วยงานด้านทุนวิจัยและภาคประชาชน ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สภาผู้บริโภค ตลอดจนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Whocall) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการความร่วมมือเชิงระบบอย่างรอบด้านในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และการแก้ไขปัญหาบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) อย่างยั่งยืนในระดับประเทศ