
จากไฟเตือนบนหน้าปัด สู่การเข้าออกศูนย์ซ่อมไม่รู้จบ เรื่องราวของผู้ใช้รถที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน เป็นอีกหนึ่งเสียงที่เรียกร้องให้ประเทศไทยมีกฎหมาย Lemon Law เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม
“ขับไปซ่อมไป… เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครต้องเจอ”
นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้บริโภครายหนึ่งที่ต้องเผชิญปัญหาอะไหล่ปั๊มของระบบเบรกเอบีเอส (Anti-Lock Brake system : ABS) บกพร่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบควบคุมความปลอดภัยในการขับขี่รถ ทั้งที่รถยนต์ควรเป็นสิ่งที่มอบความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่กลับกลายเป็นต้นตอของความกังวลทุกครั้งที่สตาร์ตรถออกจากบ้าน
จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไฟเตือนบนหน้าปัดแสดงความผิดปกติของระบบ ABS ระบบที่ช่วยป้องกัน ‘ล้อล็อก’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการลื่นไถลหรือรถพลิกคว่ำ แม้รถจะยังสามารถขับต่อได้ แต่ระบบความปลอดภัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกับ ABS เช่น ระบบกระจายแรงเบรกและระบบรักษาการทรงตัว อาจไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งปัญหานี้มักเกิดกับรถที่เสียในระยะประกัน 3 – 5 ปี และรถที่เสียหลังจากหมดประกันไปเพียงไม่กี่วัน
และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้บริโภคต้องเข้าสู่วงจร “ซ่อมไปขับไป”
รถถูกนำเข้าศูนย์บริการ ซ่อมแล้วรับกลับมาใช้งาน ก่อนจะพบปัญหาเดิมซ้ำอีกและต้องนำกลับเข้าซ่อมซ้ำอีกครั้ง โดยไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าต้องซ่อมอีกกี่ครั้ง หรือเมื่อใดปัญหาจึงจะสิ้นสุด
ขณะที่ผู้บริโภคต้องสูญเสียโอกาสในการใช้รถที่ซื้อมาในราคาหลายแสนบาท บางคนยังต้องผ่อนค่างวดตามปกติ ทั้งที่รถจอดอยู่ในศูนย์บริการเป็นเวลานาน อีกทั้งในช่วงที่สามารถนำรถกลับมาใช้ได้ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะขับช้าลง หลีกเลี่ยงการเดินทางไกล หรือพยายามใช้งานรถให้น้อยที่สุด เพราะไม่มั่นใจว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ระบบความปลอดภัยจะยังทำหน้าที่ได้หรือไม่
การเยียวยาที่ “ไม่เท่าเทียม” และทางออกที่ยังคงมีช่องโหว่
ในช่วงแรกของการร้องเรียน การเยียวยาเกิดขึ้นเฉพาะราย หรือเฉพาะกลุ่มที่รวมตัวกันร้องเรียนเท่านั้น ผู้ที่ไม่ทราบข้อมูล หรือไม่ได้เข้าร่วมการเรียกร้องสิทธิ กลับต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้วยตัวเอง
ต่อมา หลังการรวมตัวของผู้บริโภคและการผลักดันอย่างต่อเนื่องของสภาผู้บริโภค จึงมีการขยายระยะเวลารับประกันปั๊ม ABS เป็น 10 ปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังมีผู้บริโภคบางรายที่ไม่ทราบสิทธิของตนเอง บางรายได้รับข้อมูลไม่ตรงกันจากศูนย์บริการ จนต้องจ่ายค่าซ่อมเอง ทั้งที่ควรได้รับการเยียวยา
“ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเลมอน ลอว์ ที่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อกำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันให้กับผู้ซื้อสินค้า” นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภครายดังกล่าวสะท้อน จากประสบการณ์ตรงที่ต้องเผชิญความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และกระบวนการเยียวยาที่ยืดเยื้อ
สิ่งที่เขาอยากเห็นคือการเยียวยาที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่การช่วยเหลือเฉพาะราย หรือเฉพาะกลุ่มที่รวมตัวกันร้องเรียนได้เท่านั้น เพราะเมื่อปัญหาเกิดจากสินค้าเดียวกัน ผู้บริโภคทุกคนก็ควรได้รับสิทธิอย่างเสมอภาค
นอกจากนี้ กฎหมายยังควรมีรายละเอียดที่รัดกุมเพียงพอที่จะปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ไม่ให้เกิดการตีความเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และต้องสามารถบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียงหลักการ
กฎหมาย Lemon Law จะช่วยยกระดับการซื้อสินค้าได้
ผู้บริโภครายนี้เชื่อว่า หากประเทศไทยมีกฎหมายเลมอน ลอว์ ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่า เมื่อซื้อสินค้าแล้ว หากเกิดปัญหาก็จะได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการตั้งแต่ต้นทาง
“ผมไม่ได้ต้องการอะไรเกินกว่าความเป็นธรรม ผมแค่อยากเห็นกติกาที่ชัดเจนว่า หากสินค้าเกิดปัญหาซ้ำซาก ต้องซ่อมกี่ครั้งถึงจะถือว่าซ่อมไม่สำเร็จ ผู้บริโภคควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง และหากผู้ประกอบการไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ผู้บริโภคควรมีทางเลือกในการเปลี่ยนสินค้าหรือขอคืนเงินได้” เขาระบุ
ท้ายที่สุด ผู้บริโภคเพียงต้องการให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภค รับฟังความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง และผลักดันให้เกิดกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คำว่า “ซื้อแล้วต้องได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย” กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง


