Ribbon

“ฉันก็โดนเหมือนกัน” เมื่อคนที่น่าจะ “รู้ทัน” ยังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

“ฉันก็โดนเหมือนกัน” เมื่อคนที่น่าจะ “รู้ทัน” ยังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

หลายครั้งที่เราเห็นข่าวคนถูกหลอกโอนเงิน ซื้อของแล้วไม่ได้รับสินค้า หรือถูกดูดข้อมูลบัตรเครดิต หลายคนอาจเผลอตั้งคำถามในใจว่า ทำไมถึงไม่ระวัง ทำไมจึงหลงเชื่อ ไปจนถึงความคิดที่ว่า “ถ้าเป็นเรา คงไม่โดนหรอก” แต่ความจริงคือ มิจฉาชีพไม่ได้เลือกเหยื่อจากความไม่รู้เสมอไป

นี่คือเหตุผลที่แคมเปญ “ฉันก็โดนเหมือนกัน” ที่สภาผู้บริโภคอยากชวนทุกคนมองปัญหานี้ในอีกมุมหนึ่ง เพราะคนที่ตกเป็นเหยื่ออาจเป็นได้ตั้งแต่นักเรียน พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการ ไปจนถึงคนที่ติดตามข่าวสารและรู้เท่าทันกลโกงต่าง ๆ เป็นอย่างดี

อย่างกรณี “คุณนัน” พิธีกรและนักข่าวที่คลุกคลีกับความเคลื่อนไหวและข้อมูลรอบตัวอยู่ทุกวัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอยอมรับตรง ๆ ว่า แม้จะเห็นข่าวมิจฉาชีพแทบทุกวัน แต่ก็เคยตกเป็นเหยื่อมาแล้วเช่นกัน

“ขนาดเราคิดว่ารู้เท่าทัน บางทีเราก็พลาดได้”

หนึ่งในประสบการณ์ที่เธอเล่าให้ฟัง คือการสั่งซื้อสินค้าจากเพจเฟซบุ๊กที่ดูน่าเชื่อถือมาก มีทั้งรีวิวจากลูกค้าจำนวนมาก สลิปการโอนเงิน และเลขพัสดุการส่งของ ทุกอย่างดูเหมือนร้านค้าปกติที่มีการซื้อขายจริง สุดท้ายหลังโอนเงินไป เธอกลับไม่ได้รับสินค้า เมื่อพยายามเข้าไปทวงถามหรือโพสต์เตือนผู้บริโภคคนอื่น สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกบล็อกจนมองไม่เห็นเพจนั้นอีก

แม้ความเสียหายจะมีมูลค่าเพียงหลักร้อยบาท แต่เธอมองว่านี่คือกับดักสำคัญที่ทำให้เหยื่อจำนวนมากเลือกเงียบ เพราะคิดว่าเงินไม่มากพอจะเสียเวลาไปแจ้งความหรือดำเนินคดี

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่า “คนที่คิดว่าตัวเองรู้ทันก็พลาดได้” จริง ๆ คือความเสียหายที่เริ่มต้นจากโฆษณาที่เด้งขึ้นมาบนหน้าฟีด

วันนั้นเธอเห็นโฆษณาเกมชื่อดังเกมหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าฟีด ด้วยหน้าตาที่ดูน่ารักและน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจกดดาวน์โหลดมาเล่นโดยไม่ได้เอะใจว่า แท้จริงแล้วเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาเลียนแบบเกมจริงอย่างแนบเนียน หลังจากเล่นไปได้ระยะหนึ่ง เธอกลับพบความผิดปกติเมื่อบัตรเครดิตถูกนำไปใช้งานโดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ โชคดีที่เธอไหวตัวทัน สังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว และรีบติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัตรก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม

เธอบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า มิจฉาชีพไม่ได้อาศัยแค่ความไม่รู้ของเหยื่อ แต่ยังใช้จังหวะที่คนเผลอไว้ใจหรือคิดว่าไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งนี้ คุณนันเคยทดลองสังเกตพฤติกรรมของมิจฉาชีพด้วยตัวเอง โดยเธอลองทักไปยังเพจที่อ้างตัวเป็นหน่วยงานรับแจ้งความออนไลน์ ก่อนถูกชักชวนให้แอดไลน์พูดคุยกับทนายความ

บทสนทนาดำเนินไปอย่างปกติ ทนายพูดคุยสอบถามรายละเอียดความเสียหายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำกับว่ากำลังให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจริง ๆ แต่ทันทีที่เธอลองเปลี่ยนบทสนทนาว่าจะไม่ใช้บริการและจะดำเนินการเอง กลับถูกบล็อกทันที

อีกครั้งหนึ่ง เธอลองกดโฆษณาที่ชักชวนให้ขายเสื้อผ้าและของเล่นมือสอง ก่อนถูกดึงเข้าไปในกลุ่มโอเพนแชต (Open Chat) ที่มีสมาชิกกว่าสองพันคน ภายในกลุ่มเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ดูเหมือนตลาดซื้อขายทั่วไป มีทั้งคนเสนอขาย คนถามราคา และคนรีวิวการซื้อขายกันอย่างคึกคัก

เมื่อเธอลองโพสต์รูปสินค้า ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความสนใจในทันที แต่พอทดลองพิมพ์กลับไปว่า “เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ขายดีกว่า” คนที่เคยแสดงตัวเป็นผู้ซื้อกลับพยายามต้อนและกดดันให้เธอขายต่ออย่างผิดสังเกต จนทำให้เห็นชัดว่า คนเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ซื้อจริง แต่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่ม

จากประสบการณ์ทั้งหมด คุณนันยืนยันกับกับทีมข่าวสภาผู้บริโภคว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เพราะมิจฉาชีพเก่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่พวกเขาสามารถเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องมือของแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “อัลกอริธึม” และเทคนิคทางจิตวิทยา เข้าถึงผู้คนได้โดยตรงถึงหน้าจอมือถือ และเมื่อกลโกงเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เหยื่อคนต่อไปอาจเป็นใครก็ได้ รวมถึงตัวเราเอง

อน่าไงรก็ตาม การแก้ปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ไม่ควรเป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ต้องร่วมกันรับผิดชอบในการป้องกันและลดความเสี่ยง ตั้งแต่การคัดกรองโฆษณาหลอกลวง การตรวจสอบบัญชีและเพจต้องสงสัย ไปจนถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและเยียวยาผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในวันที่กลโกงเข้าถึงผู้คนได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว การคุ้มครองผู้บริโภคต้องไม่ใช่แค่การเตือนให้ระวังตัว แต่ต้องมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อตั้งแต่ต้นทาง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง