
สภาผู้บริโภคเรียกร้อง อย. ออกมาตรการคุมเข้ม ทองคำตกแต่งอาหาร ชี้ช่องโหว่กฎหมาย แม้ อย. ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารที่ต้องขอเลขสารบบจาก อย. แต่อาหารปรุงสดและสินค้าออนไลน์ยังไร้มาตรการกำกับดูแล
จากกรณีข่าวที่มีร้านค้าจำหน่าย “ทองคำเปลว” หรือ “ฟอยล์โลหะสีทอง” สำหรับตกแต่งอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และขนม บนแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมากใช้ข้อความโฆษณาในลักษณะ “ทองคำ 24K กินได้” “รับประทานได้” หรือ “Food Grade” โดยไม่มีข้อมูลยืนยันมาตรฐานความปลอดภัย และไม่มีเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ สภาผู้บริโภคจึงเร่ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ออกมาตรการควบคุมการใช้ทองคำเปลวตกแต่งอาหารที่ชัดเจนครอบคลุมทั้งหน้าร้านและบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหารยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “เทรนด์ตกแต่งอาหาร” แต่เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคที่รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกมากกว่าการออกมาเตือนภายหลังเกิดปัญหา ทั้งนี้ “ทองคำ” ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องส่งตรวจและขอเลขสารบบอาหาร เช่น ขนมปังบรรจุถุง หรือขนมกล่อง เนื่องจากทองคำไม่ได้จัดอยู่ในรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร(Food Additive) ที่นำมาใส่ในอาหารเพื่อแต่งสี กลิ่น รส หรือปรับเนื้อสัมผัส อีกทั้ง อย. ได้ออกมาเตือน และ “ไม่แนะนำ” ให้ใช้ทองคำเปลวหรือผงทองคำในการตกแต่งอาหาร
อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่มีอยู่อาจยังไม่ครอบคลุมอาหารทุกประเภท เพราะสำหรับอาหารที่ปรุงสด เช่น เค้กตามคาเฟ่ ไอศกรีมโรยทอง ซูชิหน้าทองคำ ไม่ได้อยู่ในข้อกำหนดในการต้องขออนุญาตเลขสารบบจาก อย. จึงสามารถนำทองคำเปลวหรือผงทองคำมาใช้ตกแต่งอาหารได้ โดยไม่มีระบบหรือหน่วยงานลงไปตรวจสอบ
“ปัจจุบัน อย.ไม่อนุญาตให้ใช้ทองคำในอาหารแปรรูปบรรจุหีบห่อเด็ดขาด แต่สำหรับอาหารปรุงสำเร็จหน้าร้าน กลับยังอยู่ในช่องว่างของการกำกับดูแล เพราะได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตจาก อย. ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากหน่วยงานรัฐมีเพียงมาตรการแนะนำ แต่ไม่มีมาตรการควบคุม หรือตรวจสอบอย่างจริงจัง ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร”
ในทางทฤษฎี ทองคำบริสุทธิ์ระดับ 23 – 24K ที่ผลิตเพื่อการบริโภคโดยเฉพาะ (Food Grade) อาจไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะมีความเฉื่อยทางเคมีสูงและถูกขับออกจากร่างกายได้ แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคแทบไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า ทองคำที่ถูกนำมาใช้ในอาหารนั้นเป็น Food Grade จริงหรือไม่ หรือผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยหรือเปล่า โดยเฉพาะสินค้าที่ขายผ่านออนไลน์หรือไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน
ภก.ภานุโชติ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องแผ่นทองคำตกแต่งอาหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2568 มีผู้บริโภคโพสเฟซบุ๊กกรณีแผ่นทองที่สำหรับนำมาใช้ตกแต่งขนมจำนวนหนึ่ง แม้ฉลากจะระบุว่าเป็น “แผ่นทองติดขนม” แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ และอาจมีโลหะหนักหรือสารเคมีปนเปื้อน แต่หลังจากมีข่าวก็ยังไม่เห็นมาตรการหรือการดำเนินการที่จริงจังจากภาครัฐ
ขณะที่ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริยา จีน ฯลฯ ต่างก็มีมาตรการในการควบคุมดูแลทองคำตกแต่งอาหารซึ่งอาจแตกต่างกันไป ดังนั้น อย. ควรเร่งกำหนดมาตรฐานและนิยาม “ทองคำสำหรับตกแต่งอาหาร” ให้ชัดเจน ว่าควรมีมาตรฐานอย่างไรและสามารถใช้ได้ในกรณีใด และผู้ผลิตหรือนำเข้าต้องผ่านการรับรองแบบไหน ที่สำคัญต้องมีระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังสินค้าทองคำเปลวหรือฟอยล์ตกแต่งอาหารที่จำหน่ายผ่านออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีฉลากหรือแหล่งผลิตชัดเจน รวมถึง กำหนดให้ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่ใช้ทองคำตกแต่งอาหาร ต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใส
ภก.ภาณุโชติ กล่าวอีกว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีมาตรการควบคุมจากภาครัฐ ขอแนะนำให้ผู้บริโภคควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 จุดก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทองคำตกแต่งอาหาร ได้แก่ ตรวจสอบฉลากว่ามีการระบุข้อความว่า “ใช้ตกแต่งอาหาร” หรือ “บริโภคได้” ตรวจสอบข้อมูลผู้ผลิตและเอกสารรับรองมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติที่อ้างว่าเป็นทองคำบริสุทธิ์โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตรายจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



