
6 พรรคการเมืองแก้โจทย์เน็ตแพง ขานรับนโยบายสภาผู้บริโภค หยุดผูกขาดมือถือ ปฏิรูป กสทช. ให้โปร่งใส ควบคู่ตั้งกองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์ – ยืนยันตัวผู้ขาย
ยุคที่การสื่อสารกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคไทยกลับต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพด้านดิจิทัลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคจึงเปิดเวทีสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อส่งสารถึงพรรคการเมืองต่าง ๆ ภายใต้โจทย์สำคัญที่ว่า “นโยบายจะปัง ต้องฟังเสียงผู้บริโภค” โดยมีประเด็นเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาเป็นธรรมและการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นประเด็นหลัก
เสนอแพ็กเน็ต 100 บาท – ปฏิรูป กสทช.
สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การทำงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมเป็นส่วนที่เผชิญความท้าทายมากที่สุด เนื่องจากกลไกการกำกับดูแลของ กสทช. ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหลังจากการควบรวมโทรคมนาคม ส่งผลให้ค่ายมือถือเหลือผู้เล่นเพียงสองรายใหญ่ กระทบต่อผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลงและต้องแบกรับแพ็กเกจราคาแพง สภาผู้บริโภคจึงเสนอแนวคิด “อินเทอร์เน็ต 100 บาท” เพื่อสร้างบรรทัดฐานราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เหมือนกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่บางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลดีจากมาตรการของภาครัฐ
รวมถึงการตั้งคำถามสำคัญไปถึงพรรคการเมืองเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างและธรรมาภิบาลของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทรงอิทธิพลและถือครองงบประมาณมหาศาล นางสาวสุภิญญา ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน กสทช. มีสถานะที่ค่อนข้างตัดขาดจากการตรวจสอบของภาคประชาชน แม้แต่การร้องเรียนปัญหาพื้นฐานยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคจึงครอบคลุมไปถึงการสังคายนากฎหมาย กสทช. ที่ใช้มาอย่างยาวนานเพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยที่เทคโนโลยีหลอมรวมกัน และที่สำคัญสุดคือการสร้างกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคอภิสิทธิ์ชนทางดิจิทัลไปสู่ความเสมอภาคทางดิจิทัลที่แท้จริง
6 พรรคขานรับ แก้เน็ตแพง
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการขานรับและแสดงวิสัยทัศน์จากตัวแทน 6 พรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย มองว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วมากและอินเทอร์เน็ตคือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น จึงมีเป้าหมายผลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทย โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมพื้นที่ 100% ภายใน 5 ปี พร้อมกับเห็นชอบในหลักการเรื่องอินเทอร์เน็ตราคาถูกสำหรับกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย แม้รายละเอียดเรื่องตัวเลขราคาที่เหมาะสมจะต้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่อไป แต่ยืนยันว่ารัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลควบคุมราคาบางส่วนเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงโอกาสได้ถ้วนหน้า
ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมผ่านการใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือกองทุนยูโซ่ (USO) มาจัดสรรเป็นสวัสดิการแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 100 บาทสำหรับเด็กและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลในการสร้างอาชีพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเชื่อมั่นว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดผู้ให้บริการเครือข่ายรายย่อยใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันในตลาดราคาถูกนี้มากขึ้น เป็นการทลายการผูกขาดของค่ายใหญ่ไปพร้อมกัน
ด้าน พรรคไทยสร้างไทย พุ่งเป้าไปที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณของ กสทช. โดยมองว่ารายได้มหาศาลจากกองทุนต่าง ๆ ที่ค้างท่ออยู่ควรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่ากว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงทุกจุดของประเทศผ่านการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เน้นหนักไปที่ภาคการศึกษาและผู้ประกอบการรายเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องได้รับสิทธิเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพเป็นลำดับแรก
นอกจากเรื่องราคาแล้ว ประเด็นการปฏิรูปโครงสร้าง กสทช. เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่หลายพรรคการเมืองเห็นตรงกันอย่างยิ่ง พรรคไทยก้าวใหม่ ได้เสนอแนวคิดเรื่องการใช้ระบบตัวชี้วัดผลงานในการกำกับดูแลผู้บริหาร กสทช. หากทำไม่ได้ตามเป้าหมาย เช่นไม่สามารถทำให้ค่าบริการลดลงตามสัดส่วนที่กำหนด ก็ควรมีกลไกในการปลดออกจากตำแหน่งคล้ายกับการบริหารทีมกีฬาอาชีพ เพื่อให้องค์กรมีความกระตือรือร้นในการทำงานเพื่อผู้บริโภคมากกว่าการเป็นเพียงคนกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความเดือดร้อนของผู้บริโภค
สอดคล้องกับ พรรคภูมิใจไทย ที่มองว่ากฎหมาย กสทช. ในปัจจุบันมีความล้าสมัยและให้อิสระแก่ตัวองค์กรมากเกินไปจนขาดความเชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการบริหารจัดการงบประมาณที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากสภา พรรคจึงเสนอให้มีการปรับแก้กฎหมายใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ กสทช. ทำงานได้สอดคล้องกับยุคสมัยและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมเสนอแนวทางเชิงรุกด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการศึกษาและสุขภาพที่ผู้บริโภคสามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นการกดดันตลาดให้ราคาอินเทอร์เน็ตทั่วไปปรับตัวลดลงตามกลไกการแข่งขัน
ด้าน พรรคประชาชน เน้นย้ำเรื่องประชาธิปไตยทางตรง โดยเสนอให้มีระบบการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมถึง กสทช. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สะดวกและโปร่งใส เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบการทำงานที่ผิดพลาดได้ เช่น กรณีการตัดงบประมาณล่ามภาษามือที่ส่งผลกระทบต่อผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงเวลาที่ต้องทบทวนกฎหมายทั้งฉบับเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก และควรบรรจุเรื่องสิทธิในอินเทอร์เน็ตไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
บทสรุปจากเวทีสะท้อนให้เห็นว่า 6 พรรคการเมือง ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องเข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ความหวังในการเห็นอินเทอร์เน็ตราคา 100 บาท และ กสทช. ปรับมาทำงานเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่เพียงแค่ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นวาระสำคัญที่พรรคการเมืองทุกภาคส่วนพร้อมจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคทุกคน
เห็นพ้อง ตั้ง ‘กองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์’
นอกเหนือจากเรื่องราคาและการเข้าถึงบริการแล้ว ประเด็นภัยออนไลน์และการเงินถือเป็นวิกฤตที่คุกคามชีวิตคนไทยอย่างรุนแรง โดยข้อมูลจากการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีคดีทุจริตออนไลน์มากกว่า 2.9 แสนคดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนได้เพียง 1% เท่านั้น สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มีการ “จัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นจากภัยไซเบอร์” เพื่อเป็นที่พึ่งให้ผู้เสียหายที่สูญเสียเงินเก็บได้มีทุนในการดำรงชีพและต่อสู้คดี โดยเสนอแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากระบบออนไลน์ ทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อร่วมรับผิดชอบความเสี่ยงที่ถูกผลักไปให้ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว
สำหรับประเด็นนี้ ตัวแทนพรรคการเมืองมีทิศทางสอดคล้องกันว่าควรนำเงินที่ได้จากการอายัดและยึดทรัพย์สินของมิจฉาชีพมาเป็นแหล่งทุนหลักเพื่อคืนความเสียหายให้ผู้บริโภคโดยไม่ต้องรอให้กระบวนการศาลสิ้นสุด พร้อมเสนอโมเดลที่มุ่งเน้นการดึงสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเข้ามาร่วมประกันความเสี่ยงหรือรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหากระบบการป้องกันล้มเหลว เพื่อเปลี่ยนภาระจากผู้บริโภคให้เป็นการรับผิดชอบร่วมกันในห่วงโซ่ดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่องการใช้ระบบตรวจสอบธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย หรือ ดาต้าบูโร (Data Bureau) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมผิดปกติและการตั้งตัวชี้วัดผลงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้กระบวนการเยียวยาและปราบปรามทำงานควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ดันนโยบาย “ช็อปชัวร์ทุกแพลตฟอร์ม”
ขณะที่ประเด็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สภาผู้บริโภคได้เสนอนโยบาย “ช็อปชัวร์ทุกแพลตฟอร์ม” เพื่อแก้ปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้น โดยข้อเสนอหลักคือการกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบทางกฎหมายที่ชัดเจน และต้องยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบยืนยันตัวตนผู้ขายทุกคน (Know Your Merchant) รวมถึงการแสดงสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานสินค้า อาทิ มอก. และ อย. บนหน้าเพจร้านค้าเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ซื้อ
ทั้งนี้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนชัดเจนในการผลักดันให้แพลตฟอร์มต่างชาติอยู่ภายใต้อำนาจการกำกับดูแลของกฎหมายไทยและเสียภาษีอย่างถูกต้อง ขณะที่มาตรการยืนยันตัวตนผู้ขายได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองมิจฉาชีพ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเชิงนวัตกรรมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติม อาทิ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) และระบบถือเงินของผู้บริโภค (Escrow Payment) ที่ให้แพลตฟอร์มถือเงินไว้จนกว่าผู้ซื้อจะตรวจสอบและกดยืนยันสินค้า ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



