
สภาผู้บริโภคเผย 5 ปี พบปัญหาจากอุตสาหกรรมบันเทิงกว่า 8,000 กรณี ความเสียหายมากกว่า 33 ล้านบาท ขณะที่ภาคประชาชนเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ต และกีฬาฯ หวังแก้ปัญหาตั้งแต่บอทกว้านซื้อบัตร รีเซลราคาแพง ไปจนถึงการชดเชยเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย
กดบัตรไม่ได้ บัตรหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปโผล่ในตลาดขายต่อด้วยราคาหลายเท่า หรือสุดท้ายต้องเสี่ยงซื้อบัตรจากคนแปลกหน้าแล้วถูกหลอก ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแทบทุกครั้งที่มีคอนเสิร์ตใหญ่เปิดขายบัตร แต่ความเสียหายไม่ได้จบแค่วันที่กดบัตร เมื่อมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการแสดง ผู้บริโภคบางรายยังเผชิญปัญหาได้เงินคืนไม่ครบ ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือมีค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางและที่พักที่ไม่ได้รับการเยียวยา
ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นที่มาของการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงและการแข่งขันกีฬา ฉบับภาคประชาชน หรือเรียกว่า “พ.ร.บ.แฟร์ทิคเก็ต (Fair Ticket)” เพื่อสร้างกติกาคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนซื้อบัตรไปจนถึงเมื่อเกิดความเสียหาย
กว่า 8,000 ปัญหา เสียหายมากกว่า 33 ล้านบาท
นิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2564 ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบันเทิงประมาณ 8,058 กรณี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 33 ล้านบาท และสามารถช่วยติดตามจนผู้บริโภคได้รับเงินคืนแล้วประมาณ 11 ล้านบาท
ปัญหาที่พบมีทั้งการหลอกขายบัตรหรือรับเงินแล้วปิดช่องทางติดต่อ การให้บริการไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือตกลงไว้ การขายบัตรต่อในราคาสูง รวมถึงปัญหาการคืนเงินและการชดเชยเยียวยาที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนในหลายกรณี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหายแล้วเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่มีกติกาที่เข้ามาจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
กดบัตรไม่ได้ ปัญหาลามถึงรีเซลและมิจฉาชีพ
ด้าน นิธิกร บุญยกุลเจริญ ผู้ผลักดัน พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ตและกีฬาฯ ภาคประชาชน ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายจากการหลอกขายและรับจ้างกดบัตรประมาณ 100 คน ความเสียหายรวมกว่า 1 ล้านบาท ผู้เสียหายบางรายเป็นนักเรียนและนักศึกษาที่เก็บเงินซื้อบัตรชมศิลปิน แต่เมื่อกดบัตรจากระบบปกติไม่ได้ จึงหันไปซื้อบัตรต่อหรือใช้บริการรับจ้างกดบัตร ทำให้เสี่ยงทั้งเจอราคาสูงหลายเท่าและถูกมิจฉาชีพหลอก
นิธิกรระบุว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำกับการจำหน่ายบัตรอย่างเป็นระบบ จึงเกิดแนวคิดผลักดันร่างกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน “บอท” กว้านซื้อบัตร การยืนยันตัวตน การกำกับการขายต่อ และการเปิดช่องทางให้ผู้ที่ไม่สามารถใช้บัตรนำบัตรกลับเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้
การจัดทำร่างกฎหมายยังศึกษามาตรการจากหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะแนวทางควบคุมการขายบัตรต่อ ซึ่งมีข้อเสนอให้กำหนดเพดานราคาไม่ให้สูงเกินสมควร ส่วนอัตราที่เหมาะสมยังต้องหารือในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป
งานวิจัยชี้ ปัญหาไม่ได้มีแค่ราคาบัตร
ส่วน ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษามาตรการกำกับดูแลธุรกิจการจัดคอนเสิร์ต ระบุว่า งานศึกษาครอบคลุมทั้งเรื่องราคาบัตร การขายบัตรต่อ การใช้บอทกว้านซื้อบัตร และมาตรการชดเชยเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค
ดร.กฤษฎาชี้ว่า การใช้บอทซื้อบัตรไม่ได้กระทบเพียงโอกาสในการเข้าถึงบัตรของผู้บริโภคที่ต้องการไปชมการแสดงจริงเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการนำบัตรออกไปขายต่อในราคาสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน การพิจารณาการเยียวยาไม่ควรมองเฉพาะ “ราคาบัตร” หากคอนเสิร์ตต้องยุติ เลื่อน หรือไม่สามารถจัดได้ตามที่กำหนด ความเสียหายของผู้บริโภคอาจรวมถึงค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน หรือแม้แต่วันลาที่ต้องใช้เพื่อเดินทางมาชมการแสดง
สำหรับผู้บริโภคบางคน การเสนอให้กลับมาชมการแสดงใหม่ในวันอื่นจึงอาจไม่ใช่การเยียวยาที่ตอบโจทย์ เพราะไม่สามารถลางาน เดินทาง หรือรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกครั้งได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญของกฎหมายจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการเยียวยาให้เหมาะสมกับสภาพความเสียหายจริงของผู้บริโภค
เสียงแฟนคลับ จาก “กดบัตร” ถึง “ได้เงินคืนไม่ครบ”
ตัวแทนผู้บริโภคสะท้อนว่า ปัญหาเริ่มตั้งแต่ช่วงเปิดขายบัตร หลายคนต้องรอคิวหลายชั่วโมง เมื่อเข้าไปในระบบกลับเลือกที่นั่งไม่ได้ หรือที่นั่งถูกเลือกไปอย่างรวดเร็ว จนต้องแข่งขันกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นระบบอัตโนมัติ
เมื่อซื้อบัตรไม่ได้ ความต้องการบัตรที่ยังมีอยู่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนต้องออกไปหาซื้อในตลาดมือสอง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกหลอก ขณะเดียวกัน หากบัตรหรือการแสดงถูกยกเลิก ผู้บริโภคบางรายได้รับคืนเฉพาะราคาบัตร แต่ยังต้องรับภาระค่าธรรมเนียมที่จ่ายไป ทั้งที่การยกเลิกไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ซื้อ ตัวแทนผู้บริโภคจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ปัญหาเหล่านี้ควรถูกแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงรับเรื่องร้องเรียนเป็นรายกรณี
ดัน พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ต คุ้มครองผู้บริโภค
ร่าง พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ตและกีฬา ฉบับภาคประชาชน ได้ถูกนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยหากผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการ ขั้นต่อไปจะเป็นการรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา
ทั้งนี้ คณะผู้ผลักดันร่างกฎหมายฯ ย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่การสร้างภาระให้ผู้จัดหรือผู้จำหน่ายบัตรฝ่ายเดียว แต่ต้องการสร้างกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภค แฟนคลับ ผู้จัดงาน และผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนสภาผู้บริโภค ระบุว่า การมีกติกาที่ช่วยป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง จะทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ต้องเริ่มขึ้นหลังจากเงินถูกโอน บัตรถูกโกง หรือคอนเสิร์ตมีปัญหาแล้วเท่านั้น
“ทันทีที่จ่ายเงินซื้อบัตร แฟนคลับก็คือผู้บริโภค และควรได้รับบริการที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมเมื่อเกิดความเสียหาย”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



