Ribbon

จากหมู ไก่ ถึงกะเพรา เมื่อธุรกิจอาหารรุกแนวตั้ง บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก

จากหมู ไก่ ถึงกะเพรา เมื่อธุรกิจอาหารรุกแนวตั้ง บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก

อาหารที่วางขายในตลาดอาจมีให้เลือกหลายยี่ห้อ แต่เบื้องหลังสินค้าเหล่านั้นอาจเชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือกลุ่มธุรกิจเพียงไม่กี่ราย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าผู้บริโภคมีอาหารให้เลือกมากแค่ไหน แต่คือ มีผู้ประกอบการที่แข่งขันกันอย่างแท้จริงมากน้อยเพียงใด และการแข่งขันนั้นช่วยให้ประชาชนซื้ออาหารในราคาที่เป็นธรรมหรือไม่

ข้อมูลตลาดหมู ไก่ และอาหารพร้อมรับประทานของไทย สะท้อนว่าการผลิตอาหารหลายประเภทกระจุกตัวอยู่ในระบบของผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยบางรายดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงการจำหน่าย

ล่าสุดกรณีที่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับสิทธิคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01 – 04 ทำให้เกิดคำถามว่า หากผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่มีบทบาททั้งการพัฒนาจากอาหารสัตว์ ไปถึง ฟาร์ม ห้องแล็บพันธุ์พืช สู่ตลาดผูกขาด จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร และทางเลือกของผู้บริโภคในอนาคต มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อการผูกขาดและสิทธิบัตรนั้นมักจะตามมาด้วย ทางเลือกน้อย ราคาแพง และนำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดนสั่นคลอน

ตลาดหมู เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่มีบทบาทสูง การแข่งขันสำคัญต่อผู้บริโภคอย่างไร?

การแข่งขันในตลาดหมูไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ทำให้ผู้บริโภคซื้อเนื้อหมูได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และสร้างทางเลือกที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม หากกำลังการผลิตกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย จนผู้ผลิตรายเล็กแข่งขันได้ยาก อาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง และเสี่ยงเผชิญปัญหาราคาและปริมาณสินค้าในระยะยาว

ข้อมูลจากดีโค้ดไทยพีบีเอส (Decode Thai PBS) ระบุว่า ปี 2566 ประเทศไทยมีผู้เลี้ยงหมูประมาณ 150,000 ราย โดย 97% เป็นผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก แต่มีสัดส่วนผลผลิตเพียง 26% ขณะที่ผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ซึ่งมีจำนวนเพียง 3% กลับมีสัดส่วนผลผลิตถึง 74%

ในจำนวนนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 3 บริษัท ได้แก่ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เบทาโกร และไทยฟู้ดส์ มีสัดส่วนตลาดการเลี้ยงสุกรรวมกันถึง 52% สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีผู้เลี้ยงหมูจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตส่วนใหญ่กลับอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งบางรายดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่อ้างอิงกรมปศุสัตว์ ระบุว่า ระหว่างปี 2564–2567 จำนวนผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศลดลงจากประมาณ 189,000 ราย เหลือ 149,000 ราย หรือลดลงถึง 21% ภายใน 3 ปี โดยผู้เลี้ยงรายย่อยบางส่วนต้องเลิกกิจการจากปัญหาขาดทุนสะสม

นอกจากนี้ สัดส่วนผลผลิตสุกรของผู้เลี้ยงรายย่อยยังลดลงจาก 28% เหลือ 25% ขณะที่ผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 72% เป็น 75% สะท้อนว่า ไม่เพียงแต่จำนวนผู้เลี้ยงสุกรจะลดลงเท่านั้น แต่กำลังการผลิตยังมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ผู้เลี้ยงรายย่อยมีบทบาทในตลาดลดลง

แม้การผลิตขนาดใหญ่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ หากผู้ผลิตรายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้และทยอยออกจากตลาด การแข่งขันที่ลดลงอาจทำให้ ผู้บริโภคสูญเสียอำนาจต่อรองผ่านการเลือกซื้อสินค้า เพราะเมื่อมีผู้ผลิตให้เลือกน้อยลง ท้ายที่สุด ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายค่าเนื้อหมูแพงกว่าที่ควร แม้ต้นทุนการผลิตลดลง และเสี่ยงเผชิญราคาพุ่งสูงหรือสินค้าขาดแคลน หากผู้ผลิตรายสำคัญประสบปัญหาจนไม่สามารถส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ

ตลาดไก่ ผลผลิต 90% อยู่ในระบบผู้ประกอบการรายใหญ่

ขณะที่ ตลาดไก่เนื้อของไทยมีลักษณะคล้ายกัน โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ที่เป็นนิติบุคคล 1,278 ราย ซึ่งประมาณ 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย

แต่เมื่อพิจารณาปริมาณผลผลิต พบว่าเกษตรกรรายย่อยผลิตไก่เนื้อเพียง 10% ขณะที่อีก 90% มาจากระบบการผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งฟาร์มของบริษัทและฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญา

แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่งครองตลาดไก่ 90% แต่สะท้อนว่าผลผลิตส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งกระทบ ความต่อเนื่องในการเข้าถึงอาหาร และนำไปสู่คำถามว่าหากเกิดโรคระบาดสัตว์ ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น หรือระบบผลิตสำคัญหยุดชะงัก จะมีผู้ผลิตรายอื่นสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าเข้ามาทดแทนได้รวดเร็วเพียงใด

แม้ธุรกิจขนาดใหญ่จะมีข้อได้เปรียบด้านมาตรฐานและการบริหารความเสี่ยง แต่ความหลากหลายของแหล่งผลิตก็เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณา เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดวิกฤต

เมื่อธุรกิจเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

รายงานของ Direction générale du Trésor หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลฝรั่งเศส เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ระบุว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์มีสัดส่วนประมาณ 42% ของตลาดอาหารสัตว์ไทย และ 98% ของตลาดอาหารปรุงสำเร็จแช่เย็น

การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร หรือ Vertical Integration ซึ่งผู้ประกอบการมีธุรกิจเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย รูปแบบนี้อาจช่วยลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพสินค้า แต่หากผู้ประกอบการรายอื่นเข้าถึงวัตถุดิบหรือช่องทางจำหน่ายได้ยาก ก็อาจทำให้การแข่งขันลดลง

ผลกระทบที่ผู้บริโภคอาจเผชิญคือ แม้บนชั้นวางจะมีอาหารหลายยี่ห้อ แต่หากผู้ผลิตที่แข่งขันกันอย่างเป็นอิสระมีจำนวนจำกัด ผู้บริโภคอาจมีทางเลือกด้านราคา คุณภาพ และแหล่งผลิตน้อยกว่าที่เห็น เมื่อผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก แรงกดดันในการแข่งขันด้านราคาหรือพัฒนาสินค้าใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย

กะเพราแก้วจุรี เมื่อสิทธิในพันธุ์พืชอาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในตลาดอาหาร

เช่นเดียวกับกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช กะเพราแก้วจุรี 4 สายพันธุ์ที่บริษัท ซีพี แรม จำกัด พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรม โดยสิทธิดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่จดทะเบียน ไม่ใช่กะเพราทั่วไป

แม้การพัฒนาพันธุ์ใหม่อาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพอาหาร แต่หากผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจแข่งขันได้ยากขึ้น และหากการแข่งขันลดลง ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบทั้งราคาอาหาร สินค้าให้เลือกน้อยลง และการหาซื้ออาหารราคาถูกจากผู้ผลิตรายอื่นที่ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าการจดทะเบียนกะเพราแก้วจุรีทำให้เกิดผลกระทบดังกล่าวแล้ว ภาครัฐจึงควรตรวจสอบว่าการถือสิทธิในพันธุ์พืชมีผลต่อการแข่งขันเพียงใด และประโยชน์จากการพัฒนาพันธุ์ใหม่ถูกส่งต่อถึงเกษตรกรและผู้บริโภคหรือไม่

เพราะความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือความได้เปรียบด้านวัตถุดิบอาจนำไปสู่การแข่งขันที่ลดลง จนผู้บริโภคเหลือทางเลือกน้อยลงและต้องจ่ายค่าอาหารแพงกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อธุรกิจอาหารกระจุกตัว ไทยมีมาตรการรับมือเพียงพอหรือไม่?

ข้อมูลตลาดอาหารไทยที่สะท้อนว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่มีบทบาทสูงทั้งในตลาดหมู ไก่ และอาหารพร้อมรับประทาน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันและรับมือความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของธุรกิจอาหารเพียงพอแล้วหรือไม่

แม้การผลิตขนาดใหญ่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่หากการแข่งขันลดลง ผู้บริโภคอาจเผชิญราคาอาหารที่ไม่ลดลงตามต้นทุน ทางเลือกในการซื้อที่จำกัด และความเสี่ยงต่อการขาดแคลนสินค้า หากระบบผลิตสำคัญหยุดชะงัก

ภาครัฐจึงควรมีมาตรการติดตามส่วนแบ่งตลาดและพฤติกรรมการแข่งขัน ตรวจสอบว่าประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ลดลงส่งต่อถึงผู้บริโภคหรือไม่ รวมถึงเตรียมแผนรองรับหากแหล่งผลิตอาหารสำคัญประสบปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพหรือเผชิญปัญหาการเข้าถึงอาหาร

เพราะความมั่นคงทางอาหารไม่ได้วัดเพียงว่าประเทศผลิตอาหารได้มากแค่ไหน แต่ต้องมั่นใจด้วยว่า แม้ตลาดจะกระจุกตัวหรือเกิดวิกฤต ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ มีทางเลือก และซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง