
ชายอังกฤษวัย 54 ปี สูญเกือบ 50,000 ปอนด์ หลังถูกคลิปปลอมอ้างชื่อ “มาร์ติน ลูอิส” กูรูการเงิน หลอกลงทุน จนต้องแบกหนี้เกือบ 30 ปี ก่อนรวมพลังผู้เสียหายฟ้อง “เมตา” สอดรับคดีสภาผู้บริโภคไทยที่ฟ้องแพลตฟอร์ม เรียก 230 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รู้จักเรื่องราวของมาร์ติน ลูอิส (Martin Lewis) กูรูการเงินชาวอังกฤษที่ถูกแก๊งอาชญากรข้ามชาตินำภาพและชื่อไปปลอมเป็นคลิปด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลอกคนสูญเงินมหาศาล มาคราวนี้ ผู้เสียหายจากคลิปปลอมได้ออกมาเปิดหน้าเล่าเรื่องของตัวเองเป็นครั้งแรก ผ่านการรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะซันเดย์ไทมส์ (The Sunday Times) และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ เมื่อผู้เสียหายจากคลิปปลอมตัดสินใจร่วมกับผู้เสียหายอีกหลายร้อยคน ลุกขึ้นฟ้องบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรง
จากคลิปปลอม สู่หนี้ที่ต้องผ่อนเกือบ 30 ปี
พอล นิโคลส์ (Paul Nicholls) ชายวัย 54 ปี ผู้จัดการคลังสินค้าจากเมืองวุลเวอร์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เขาสูญเงิน 50,000 ปอนด์ให้กับขบวนการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีที่เริ่มต้นบนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2566 จุดเริ่มต้นคือโฆษณาที่ใช้คลิปปลอมของลูอิส และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มาการันตีแพลตฟอร์มลงทุนที่อ้างว่าขับเคลื่อนด้วย AI
นิโคลส์ไม่เคยลงทุนคริปโทฯ มาก่อน และเชื่อว่าตัวเองดูของปลอมออก แต่หลังคลิกโฆษณาและทิ้งเบอร์ไว้ ก็มีสายจากคนที่อ้างชื่อว่า “ลิซา” และ “ทอม” โทรเข้ามา เกลี้ยกล่อมให้เขาลงเงินก้อนแรกเพียง 150 ปอนด์ พร้อมโชว์แอปที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น ซึ่งทำให้เห็นเงินลงทุนงอกเงยเป็นราว 1,100 ปอนด์ภายในเดือนเดียว จากนั้นเขาถูกโน้มน้าวให้ติดตั้งโปรแกรมเอนี่เดสก์ (AnyDesk) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ควบคุมเครื่องจากระยะไกล ทำให้มิจฉาชีพสามารถควบคุมโทรศัพท์ของเขาได้
จากจุดนั้นความเสียหายก็บานปลาย เมื่อคุมโทรศัพท์ได้แล้ว มิจฉาชีพใช้สิทธิ์เข้าถึงเครื่องไปยื่นขอสินเชื่อในชื่อของนิโคลส์ ทำให้มีเงินกู้ไหลเข้าบัญชีธนาคารบาร์เคลส์ (Barclays) ของเขา ก่อนที่มิจฉาชีพจะทยอยดูดเงินออกไปถึง 8 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน 2566 รวมกว่า 40,000 ปอนด์ หรือราว 1.7 ล้านบาท
เมื่อไปแจ้งความ ตำรวจบอกว่าโอกาสได้เงินคืนแทบเป็นศูนย์ เพราะผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการอยู่นอกประเทศ ทำให้วันนี้นิโคลส์ต้องผ่อนใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ตามแผนที่คาดว่าจะกินเวลาเกือบ 30 ปีกว่าจะปลดได้ และยอดผ่อนยังขยับขึ้นทุกปี
อย่าโทษผู้เสียหาย ให้โทษระบบที่ปล่อยผ่าน
เมื่อเดอะซันเดย์ไทมส์แจ้งเรื่องของนิโคลส์ให้ลูอิสทราบ ลูอิสย้ำกับว่าผู้เสียไม่ควรโทษตัวเอง เพราะคนที่ควรจะรับผิดชอบต้องและจัดการเรื่องดังกล่าวคือบริษัทเทคโนโลยีที่ทำเงินจากโฆษณาเหล่านี้ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจอยู่ในมือแต่ไม่ยอมใช้ และฝ่ายการเมืองที่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามเรื่อยมา
ลูอิสยังวิจารณ์ว่า การไม่ยอมใช้อำนาจตามกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ของอังกฤษเป็นเรื่องน่าละอาย พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเดินหน้าเรื่องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับนิ่งเฉยกับขบวนการฉ้อโกงที่กำลังกินเงินเก็บทั้งชีวิตของประชาชน
เหยื่อรวมพลังฟ้อง “เมตา” เจ้าของเฟซบุ๊ก
เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก นิโคลส์ตัดสินใจร่วมกับผู้เสียหายอีกหลายร้อยคน ลุกขึ้นฟ้องบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรง คดีนี้ดำเนินการโดยสำนักงานกฎหมายริชาร์ดสัน ฮาร์ตลีย์ ลอว์ (Richardson Hartley Law) ร่วมกับสำนักงานกฎหมายเฉพาะทางด้านการฟ้องคดี ฮัมฟรีส์ เคอร์สเตตเตอร์ (Humphries Kerstetter) โดยตั้งเป็นการฟ้องแบบกลุ่ม แทนผู้เสียหายในอังกฤษที่ถูกหลอกด้วยโฆษณาปลอมบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม โดยมีข้อกล่าวหาคือ เมตาผิดสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ใช้เอง เพราะเงื่อนไขการใช้งานของแพลตฟอร์มสัญญาว่าจะจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นอันตรายและดูแลชุมชนผู้ใช้ให้ปลอดภัย แต่กลับปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงแพร่กระจาย ทีมทนายจึงเปิดให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อโฆษณาฉ้อโกงบนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมเข้าร่วมคดีได้ โดยดำเนินการแบบ “ไม่ชนะ ไม่คิดเงิน” (no-win, no-fee)
ด้านเมตาชี้แจงว่า มิจฉาชีพเป็นอาชญากรที่มีความเชี่ยวชาญและลงมือทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต ยืนยันว่าโฆษณาหลอกลวงส่วนใหญ่ที่บริษัทตรวจพบถูกลบออกก่อนที่จะมีใครรายงานเข้ามา และผู้ลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงินในอังกฤษต้องแสดงหลักฐานว่าได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน (FCA) ก่อน
ความเสียหายเดียวกันที่ผู้บริโภคไทยฟ้องร้อง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะขณะนี้ผู้บริโภคไทยก็เผชิญปัญหาการหลอกลวงจากเฟซบุ๊กและกำลังลุกขึ้นมาฟ้องคดีเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจากการถูกหลอกออนไลน์ 10 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แบ่งจำเลยเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ บริษัทเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการไลน์ และบริษัทแอปเปิลหรือกูเกิล ฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค และกลุ่มสถาบันการเงิน ฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมมูลค่าความเสียหายกลุ่มแรกกว่า 230 ล้านบาท
สภาผู้บริโภคย้ำว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นคดียุทธศาสตร์ที่หวังสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย ผลักดันให้แพลตฟอร์มและสถาบันการเงินยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นแนวทางให้ผู้เสียหายรายอื่นใช้เรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป โดยมีตัวอย่างในต่างประเทศที่ฟ้องในลักษณะนี้และชนะคดีมาแล้ว ซึ่งศาลแพ่งได้นัดพร้อมคู่ความในวันที่ 3 สิงหาคม 2569
กฎหมายตามไม่ทัน ผู้บริโภคจึงต้องลุกขึ้นสู้เอง
ทั้งสองฝั่งทวีปสะท้อนโจทย์เดียวกัน แม้อังกฤษจะมีกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ที่วางความรับผิดไว้กับแพลตฟอร์มแล้ว แต่การบังคับใช้ยังล่าช้าจนกูรูการเงินอย่างลูอิสถึงกับใช้คำว่าน่าละอาย ส่วนไทยยังขาดทั้งบทลงโทษที่ชัดเจนและกลไกเยียวยา จนผู้บริโภคต้องแบกภาระฟ้องร้องด้วยตัวเอง ปลายทางของทั้งสองกรณีจึงเหมือนกัน นั่นคือ ผู้เสียหายกำลังเปลี่ยนจากการโทษตัวเองไปสู่การรวมพลังเรียกร้องให้คนที่คุมระบบต้องร่วมรับผิดชอบ
สภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้ที่เคยถูกหลอกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผ่านแฮชแท็ก #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว และ #เฟซบุ๊กเพื่อนสัก ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลงทุนหรือภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค ผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



