
ปัญหาบัญชีม้ายังน่ากังวล สภาผู้บริโภคแนะขั้นตอนป้องกันความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ พร้อมแนวทางรับมือเมื่อถูกอายัดหรือระงับธุรกรรม เตือนห้ามโอนเงินคืนเองหากมีเงินปริศนาโอนเข้า เสี่ยงตกเป็นผู้ร่วมขบวนการ
จากกรณีมีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 บัญชีมูลนิธิของ “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ถูกมิจฉาชีพนำไปแอบอ้าง จนถูกอายัดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน สภาผู้บริโภคเตือนภัยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เสี่ยงถูกอายัดบัญชี ย้ำห้ามโอนเงินคืน อาจตกเป็นผู้ร่วมขบวนการโดยไม่รู้ตัว
นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาบัญชีม้ายังระบาดต่อเนื่อง และมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการหลอกให้ประชาชนเปิดบัญชีเพื่อแลกผลตอบแทน การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแอบเปิดบัญชีโดยเจ้าของไม่รู้ตัว รวมถึงการนำบัญชีนิติบุคคลหรือองค์กรสาธารณกุศลไปพัวพันกับเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย เช่น กรณีของนักแสดง บุ๋ม ปนัดดา ที่ถูกแอบอ้างใช้บัญชีในขบวนการหลอกลวง จนผู้บริจาคเข้าใจผิดและแจ้งความดำเนินคดี ส่งผลให้บัญชีถูกอายัดเพื่อตรวจสอบ กระทบต่อการดำเนินงานและความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดี ธนาคารจะตรวจสอบและอายัดตาม “เส้นทางการเงิน” หรือเส้นเงิน ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปยังบัญชีของประชาชนหรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รับโอนเงินต่อมาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ทำให้ผู้สุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมาตรการสำคัญ 3 แนวทาง 1.การปลดระงับบัญชีให้เร็วขึ้น โดยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกระงับธุรกรรมสามารถติดต่อศูนย์ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC โทร. 1441 กด 2 แจ้งชื่อ ธนาคาร เลขบัญชี และเลขบัตรประชาชน จากเดิมที่อาจใช้เวลาประมาณ 7 วัน ปรับให้เร็วขึ้นเป็นภายใน 4 ชั่วโมง ถึง 1 วัน 2. มุ่งระงับเท่าที่จำเป็นโดยมีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจนขึ้นในการต่อเส้นทางการเงิน เช่น พิจารณามูลค่าธุรกรรม และลักษณะบัญชีร้านค้าปกติที่มีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ เพื่อลดการดึงผู้สุจริตเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทาง
และ 3. ธนาคารต้องแจ้งมีการแจ้งข้อมูลให้ชัดเจนผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง หรือ ข้อความผ่านโทรศัพท์ (SMS) ว่าเป็น การระงับธุรกรรม ไม่ใช่การอายัดบัญชี ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน พร้อมระบุจำนวนเงินที่ถูกระงับและขั้นตอนดำเนินการต่อไป

นางนฤมล ระบุว่า สำหรับกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ค้าขายออนไลน์ เนื่องจากอาจมีเงินจากบัญชีม้าโอนเข้ามาซื้อสินค้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน บัญชีที่เกี่ยวข้องอาจถูกอายัด ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เงินหมุนเวียนได้ อีกทั้งยังต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงความบริสุทธิ์ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเดินทางไปให้ปากคำต่างจังหวัด
สำหรับวิธีการป้องกันความเสี่ยงควรดำเนินการทั้ง แจ้งวัตถุประสงค์การใช้บัญชีกับธนาคาร โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า ควรแจ้งให้ชัดเจนว่าบัญชีใช้เพื่อการค้าขาย เพื่อลดความเข้าใจผิดเมื่อมีรายการเงินเข้าออกบ่อยครั้ง รวมถึงจัดทำแยกบัญชีให้ชัดเจน เช่น บัญชีรับเงิน บัญชีค่าใช้จ่าย บัญชีเงินออม เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายและลดผลกระทบหากบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกระงับ ส่วนผู้บริโภคหากสนใจจะบริจาคเข้ามูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ ตรวจสอบข้อมูลบัญชีให้ชัดเจนก่อนบริจาค โดยควรบริจาคผ่านระบบที่ตรวจสอบได้ เช่น e-Donation ของกรมสรรพากร หรือยืนยันตัวตนองค์กรให้ชัดเจนก่อนโอนเงิน
นางนฤมล กล่าวต่อว่า ข้อควรระวัง คือหากมีเงินโอนเข้าบัญชีโดยไม่ทราบที่มา และมีบุคคลติดต่อขอให้โอนคืนหรือโอนต่อไปยังบัญชีอื่น ห้ามโอนต่อเด็ดขาด เพราะอาจเข้าข่ายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในกระบวนการฟอกเงินทันที สำหรับวิธีที่ถูกต้องคือ รีบลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งธนาคารให้ระงับวงเงินดังกล่าว เพื่อให้ธนาคารเป็นผู้ประสานดึงเงินกลับไปยังต้นทางตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
“หากบัญชีถูกอายัด ควรติดต่อธนาคารทันทีเพื่อตรวจสอบสาเหตุ และสอบถามว่าหน่วยงานใดเป็นผู้สั่งอายัด เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมรวบรวมหลักฐานเข้าชี้แจงกับพนักงานสอบสวน เพื่อขอเอกสารรับรองมายื่นต่อธนาคาร ปัจจุบันสามารถขอคำแนะนำผ่านสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นางนฤมล กล่าว
นอกจากนี้ ขอให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์ ธนาคารไม่มีนโยบายขอเลขบัตรประชาชนหรือดำเนินการปลดล็อกบัญชีผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ หากสงสัยควรติดต่อสาขาธนาคารหรือสถานีตำรวจด้วยตนเอง
นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้มาตรการกวาดล้างอาจสร้างความไม่สะดวกแก่ประชาชนบางส่วน แต่ถือเป็นความจำเป็นในการสกัดกั้นขบวนการมิจฉาชีพ และสร้างความปลอดภัยให้ระบบการเงินในระยะยาว



