Ribbon

เปิดข้อเสนอประชาชน ปฏิรูป พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลดเหลื่อมล้ำ – เพิ่มคุณภาพผู้เรียน

เปิดข้อเสนอประชาชน ปฏิรูป พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลดเหลื่อมล้ำ - เพิ่มคุณภาพผู้เรียน

ประเทศไทย ใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2542 หรือนานกว่า 26 ปี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาด้านการศึกษาที่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และครูเผชิญกลับยังไม่หมดไป ทั้งความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน ค่าใช้จ่ายที่ยังเป็นภาระของครอบครัว ระบบการเรียนที่ไม่ทันโลก การบริหารที่รวมศูนย์ และกฎหมายที่ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน

เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดยังเข้าถึงครูและทรัพยากรไม่เท่ากับเด็กในเมือง ผู้เรียนจำนวนมากยังไม่สามารถนำทักษะหรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้นอกห้องเรียนมาเทียบโอนได้ ขณะที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการศึกษายังปรับตัวได้ไม่ทัน

ทั้งหมดนี้ทำให้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
ที่ไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมาย แต่ต้องตอบโจทย์ชีวิตของผู้เรียนทุกคน และสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นธรรม และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนออกแบบการศึกษาไทยในอนาคต

นางสาวจิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า  สภาผู้บริโภค ร่วมกับสภาการศึกษา เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. รอบหลักการ เมื่อวันที่ 22 –  26 มิถุนายน 2569 และ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา ครอบคลุม 5 ภูมิภาค

จากการรวบรวมความเห็นพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดหลักการสำคัญในการปฏิรูประบบการศึกษาไว้ 10 หลักการ แต่หลายประเด็นยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดที่กว้าง ขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่ผู้เรียนและครูต้องเผชิญในชีวิตจริง

ข้อเสนอที่สะท้อนจากเวทีรับฟังความคิดเห็นยังชี้ให้เห็นว่า ร่างกฎหมายควรใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย ลดคำศัพท์เชิงเทคนิค ระบุกลไกการดำเนินงานและผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน รวมถึงปรับเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนระหว่างบางหลักการ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงและสอดคล้องกับกฎหมายด้านการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว

ข้อเสนอจากประชาชนต่อ 10 หลักการ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่

ข้อเสนอสำคัญที่ภาคประชาชนสะท้อนต่อหลักการ ทั้ง 10 ประการในร่าง พ.ร.บ.กรรศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีดังต่อไปนี้

หลักการข้อที่ 1 ดุลยภาพสากลกับบริบทไทย การคุ้มครองสิทธิ และผลลัพธ์นานาชาติ

การยกระดับการศึกษาสู่มาตรฐานสากลต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานศึกษา เช่น
การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมให้เด็กรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง ขณะเดียวกันควรตีความ “มาตรฐานสากล” ในมิติของคุณภาพกระบวนการเรียนรู้ มากกว่าการแข่งขันด้านผลสัมฤทธิ์ พร้อมรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไว้

หลักการข้อที่ 2 การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาไร้รอยต่อ

การแยกบทบาทของการเรียนรู้ตลอดชีวิตออกจากการเชื่อมโยงสู่โลกอาชีพให้ชัดเจน พร้อมผลักดันระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการรับรองทักษะจากการเรียนออนไลน์ การฝึกงาน หรือประสบการณ์ชีวิตให้สามารถนำมาใช้ได้จริง รวมทั้งลดอุปสรรคด้านระยะทาง ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกล

หลักการข้อที่ 3 การศึกษาเท่าทันโลกและเทคโนโลยีดิจิทัล/ไซเบอร์

เพิ่มการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัลควบคู่กับจริยธรรม ความปลอดภัย และการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ไม่ใช่ทดแทนบทบาทของครู นอกจากนี้ รัฐควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง และกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลที่สะท้อนสภาพปัญหาจริงของแต่ละพื้นที่

หลักการข้อที่ 4 ระบบบริหารที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

กฎหมายต้องกำหนดผู้รับผิดชอบและกลไกตรวจสอบที่ชัดเจน หากการจัดการศึกษาไม่บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลและงบประมาณผ่านช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ ควรลดภาระงานเอกสารของครู โดยมีบุคลากรเฉพาะด้านเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น

หลักการข้อที่ 5 การสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อเสนอสำคัญคือการคุ้มครองผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม รวมถึงผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้เรียนในระบบการศึกษาศาสนา พร้อมย้ำว่าความเสมอภาคไม่ใช่การให้ทุกคนเท่ากัน แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นของแต่ละคน อีกทั้งรัฐควรยกระดับคุณภาพครูให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนเมืองและชนบท

หลักการข้อที่ 6 ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงโลกอาชีพ

ระบบการศึกษาควรเชื่อมโยงกับโลกการทำงานอย่างแท้จริง และใช้ถ้อยคำที่สะท้อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดเพียงช่วงวัยทำงาน นอกจากนี้ ควรมีกลไกเทียบโอนผลการเรียนรู้ที่เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทางเลือกในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

หลักการข้อที่ 7 การกระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษา

เสนอให้กำหนดบทบาทของหน่วยงานด้านการศึกษาแต่ละระดับให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และป้องกันการโยนความรับผิดชอบ พร้อมกระจายทั้งอำนาจและงบประมาณไปยังพื้นที่อย่างสมดุล โดยคำนึงถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้การกระจายอำนาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้สถานศึกษา

หลักการข้อที่ 8 การส่งเสริมหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships)

เสนอให้ปรับถ้อยคำจาก “หุ้นส่วน” เป็น “การมีส่วนร่วม” หรือ “ผู้ร่วมมือ” เพื่อให้สื่อถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนมากกว่าการร่วมลงทุนทางธุรกิจ พร้อมกำหนดมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งด้านองค์ความรู้ การฝึกอาชีพ และการสนับสนุนรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

หลักการข้อที่ 9 คุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร

ต้องความหมายของ “ทรัพยากร” ให้ชัดเจนว่าครอบคลุมทั้งงบประมาณ บุคลากร สื่อ อุปกรณ์ และสวัสดิการผู้เรียน พร้อมย้ำว่าการจัดสรรทรัพยากรไม่ควรวัดเพียงผลสอบหรือคะแนน แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

หลักการข้อที่ 10 ยกระดับระบบครุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู

เสนอให้ปรับระบบผลิตครูให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ยกระดับการคัดเลือกและพัฒนาครูโดยให้ความสำคัญกับทัศนคติ จิตวิญญาณความเป็นครู และทักษะการจัดการเรียนรู้ มากกว่าการสอบเพียงอย่างเดียว พร้อมกำหนดนิยามและมาตรฐานของ “นักจัดการเรียนรู้” รวมถึงบทบาทของปราชญ์ชาวบ้านและผู้ปกครองให้ชัดเจน เพื่อรักษาคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาว

การศึกษาที่ดี ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน

นางสาวจิรัชว์ชยา ทิ้งท้ายว่า กฎหมายการศึกษาไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการหรือครูเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเด็ก ผู้ปกครอง นายจ้าง ชุมชน และประชาชนทุกคน เพราะการศึกษาที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิตและอนาคตของประเทศ

เสียงสะท้อนจากประชาชนครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอเพื่อแก้ไขข้อความในกฎหมาย แต่คือความต้องการให้ประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทำให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการทั้ง 10 ข้อแล้ว สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จะยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายรายมาตราในลำดับถัดไป โดยสภาผู้บริโภคจะติดตามและร่วมสะท้อนข้อเสนอของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ตอบโจทย์ผู้เรียนและสังคมไทยมากที่สุด ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สภาองค์กรของผู้บริโภค” หรือเว็บไซต์สภาผู้บริโภค www.tcc.or.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง