
เครือข่ายภาคประชาชนยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสรรหา กสทช. เร่งวินิจฉัยกรณี “ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ” ตามความเห็นกฤษฎีกา หลังพบปัญหายืดเยื้อ กระทบทั้งค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ภัยออนไลน์ และอนาคตทีวีไทย
ประชาชนผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการผู้ติดตามกิจการสื่อและโทรคมนาคม ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสรรหา กสทช. เรียกร้องให้เร่งวินิจฉัยกรณี ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ หรือ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยยึดข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก พร้อมเปิดเผยเหตุผลของคำวินิจฉัยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ในเนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีผลเพียงต่ออนาคตของบุคคลหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมขององค์กรที่มีอำนาจกำกับดูแลคลื่นความถี่ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และแพลตฟอร์มสื่อ ซึ่งล้วนเป็นบริการพื้นฐานที่ประชาชนทุกครัวเรือนต้องพึ่งพา
ทั้งนี้ การออกจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องมาจากภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ยังไม่มีข้อยุติ โดยประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีรายละเอียดทางกฎหมายหลายส่วน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในประมาณ 30 วัน
จี้ใช้ความเห็นกฤษฎีกา ไม่ปล่อยข้อกฎหมายค้างคา
สาระสำคัญของจดหมายมุ่งไปที่ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งพิจารณาข้อเท็จจริงกรณี ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยและได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลรามาธิบดีต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ทั้งที่ประธานวุฒิสภาได้กำหนดให้ดำเนินการให้พ้นจากตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพที่อาจขัดต่อคุณสมบัติกรรมการ กสทช. ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565
ตามความเห็นดังกล่าว พฤติการณ์อาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และอาจถือเป็นการสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 โดยมีรายงานว่าข้อเท็จจริงจากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันการปฏิบัติงานและรับค่าตอบแทนจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 จริง อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยชี้ขาดยังเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามกระบวนการกฎหมาย
ดังนั้น เครือข่ายภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้กรรมการสรรหาฯ ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะความเห็นทางกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาข้อเท็จจริงมาแล้ว และไม่ปล่อยให้แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองหรือความพยายามโต้แย้งอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการเผยแพร่บทความที่ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเกี่ยวกับการอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อโต้แย้งความชอบธรรมของคณะกรรมการสรรหาฯ รวมถึงการไม่ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลจากบางหน่วยงาน โดยขอให้กรรมการสรรหาฯ พิจารณาแรงกดดันเหล่านี้ออกจากการพิจารณาข้อกฎหมายและพยานหลักฐาน
คนไทยจ่ายค่าโทร – ค่าเน็ตแพงขึ้น แต่เงื่อนไขคุ้มครองกลับไม่เกิดผล
จดหมายเปิดผนึกระบุว่า ความล่าช้าในการสร้างความชัดเจนเรื่องความชอบธรรมของผู้นำองค์กรกำกับดูแลไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางกฎหมาย แต่เกิดขึ้นพร้อมกับความเสียหายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญตลอดเวลากว่าสี่ปี
หนึ่งในกรณีสำคัญคือการควบรวมกิจการโทรคมนาคมขนาดใหญ่สองครั้ง ทั้งการควบรวมทรู – ดีแทคในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการรวมธุรกิจเอไอเอส – ทรีบีบีในตลาดอินเทอร์เน็ตบ้าน ซึ่งทำให้โครงสร้างตลาดเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่น้อยรายลง
แม้ กสทช. จะกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อควบคุมราคา รักษาคุณภาพบริการ และส่งเสริมการแข่งขัน แต่การติดตามพบว่า หลายมาตรการไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญแพ็กเกจที่มีราคาสูงขึ้น ตัวเลือกน้อยลง และคุณภาพสัญญาณลดลงในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตามมีการตั้งคำถามว่า เมื่อองค์กรกำกับดูแลไม่สามารถบังคับใช้เงื่อนไขที่ตนเองประกาศไว้ได้จริง ผู้บริโภคหลายสิบล้านคนจะฝากความหวังไว้กับใคร และใครจะต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน
งบบอลโลก 600 ล้านบาท แต่ประชาชนยังเจอ “จอดำ”
อีกกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการอนุมัติเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถรับชมการแข่งขันได้อย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจัดสรรเงินกลับเกิดปัญหาการจำกัดสิทธิการรับชมและภาพจอดำในบางช่องทาง จนเกิดข้อพิพาทและการตรวจสอบถึงความเหมาะสมของการใช้เงินกองทุนสาธารณะ กรณีดังกล่าวจึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์ตามที่ประกาศไว้
กำกับแพลตฟอร์มล่าช้า เปิดพื้นที่เนื้อหาหลอกลวง
นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ OTT ซึ่งยังขาดกติกาที่มีประสิทธิภาพและบังคับใช้ได้จริงมาเป็นเวลาหลายปี
ภาคประชาชนเห็นว่า ช่องว่างดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติสามารถหารายได้จากผู้บริโภคไทย แต่ยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลอกลวง โฆษณาผิดกฎหมาย และความเสียหายที่เกิดขึ้นในระดับเดียวกับผู้ประกอบการสื่อภายในประเทศ ขณะที่มิจฉาชีพและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ยังคงใช้แพลตฟอร์มใกล้ตัวเข้าถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง
จดหมายตั้งคำถามว่า ความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นจะต้องสูงเพียงใด หน่วยงานกำกับดูแลจึงจะเร่งสร้างกลไกให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบในการป้องกัน ระงับ และเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชน
โรดแมปทีวียังไม่เสร็จ อุตสาหกรรมเสี่ยงเดินเข้าสุญญากาศ
อีกประเด็นคือความล่าช้าของแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 และแผนที่นำทาง หรือโรดแมป (Roadmap) สำหรับอนาคตโทรทัศน์ไทย หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2572 อย่างไรก็ตาม ร่างแผนแม่บทดังกล่าวถูกบรรจุเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 2569 แต่ล่าช้าอยู่ในที่ประชุมเป็นเวลาหลายเดือน จนสมาคมและผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องยื่นหนังสือเร่งรัดต่อ กสทช. เพื่อขอความชัดเจนในการวางแผนลงทุนและดำเนินธุรกิจ
แม้ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 จะเห็นชอบแผนแม่บทฉบับที่ 3 แล้ว แต่การพิจารณาโรดแมป ซึ่งเป็นรายละเอียดสำคัญว่าทีวีดิจิทัลจะเดินต่ออย่างไรหลังปี 2572 ยังไม่แล้วเสร็จ และสำนักงาน กสทช. ได้รับมอบหมายให้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมกลับมาเสนอใหม่
เครือข่ายภาคประชาชนเตือนว่า เมื่อเหลือเวลาอีกไม่ถึงสามปีก่อนใบอนุญาตหมดอายุ แต่ผู้ประกอบการยังไม่รู้หลักเกณฑ์ รูปแบบใบอนุญาต เทคโนโลยี หรือภาระต้นทุนในอนาคต อุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งระบบย่อมไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ ซึ่งความเสียหายอาจไม่ได้จบลงที่การปิดตัวของสถานีหรือการสูญเสียตำแหน่งงาน แต่ยังอาจกระทบสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังพึ่งพาฟรีทีวีเป็นช่องทางหลักในการรับข่าวสาร หากระบบทีวีภาคพื้นดินอ่อนแอลงโดยไม่มีแผนรองรับ ประชาชนกลุ่มนี้อาจถูกบังคับให้ต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าสมาชิกแพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงข้อมูลพื้นฐาน
ขอคำวินิจฉัยที่สังคมตรวจสอบได้
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนจึงเสนอข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการสรรหาฯ สองประการสำคัญ
ประการแรก ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติประธาน กสทช. โดยยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดัน ไม่ว่าจะมาในรูปของหนังสือ ข่าว การเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการไม่ให้ความร่วมมือจากหน่วยงานใด
ประการที่สอง ขอให้กระบวนการวินิจฉัยเป็นไปอย่างโปร่งใส และเมื่อมีผลแล้ว ต้องเปิดเผยเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนบทบัญญัติของกฎหมายและพยานหลักฐานใด
สิ่งที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำลังจะตัดสินใจ ไม่ใช่อนาคตของแพทย์คนหนึ่ง แต่คืออนาคตของคนไทยทั้งประเทศ คำวินิจฉัยครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ประเทศไทยให้คุณค่ากับหลักนิติธรรม ความรับผิดชอบขององค์กรกำกับดูแล และสิทธิของผู้บริโภคมากเพียงใด
เพราะตลอดเวลาที่คำถามเรื่องความชอบธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนกลับต้องแบกรับผลกระทบจากการกำกับดูแลที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น คุณภาพบริการที่ลดลง ความเสียหายจากมิจฉาชีพออนไลน์ และความไม่แน่นอนของระบบสื่อที่คนทั้งประเทศต้องพึ่งพา



