การรับบริการสุขภาพ การจัดบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการจัดระบบหลักประกันสุขภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยรัฐ แต่จากสถานการณ์ปัญหาของผู้บริโภคในปัจจุบันกลับพบปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้า การวินิจฉัยโรคที่คลาดเคลื่อน การเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาพยาบาล ตลอดจนความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพ จากการมีระบบหลักประกันสุขภาพที่แตกต่างกันหลายระบบ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโควิด -19 ส่งผลให้ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาและบริการสุขภาพกลายเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะผู้บริโภคที่มีฐานะยากจนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล คนรวยสามารถซื้อคุณภาพการรักษาที่ดีได้
ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่สภาผู้บริโภคตระหนักและพยายามศึกษาข้อมูลเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไข รวมทั้งพยายามส่งเสริมเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพทั่วถึงและเท่าเทียม
การเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ หรือฐานะการเงิน ประชาชนควรได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีและทั่วถึง การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนทุกคนในแผ่นดินไทยพึงได้รับจากรัฐ
ข้อเสนอนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ
สถานการณ์ คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เข้าพบรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านบริการสุขภาพ และได้นำเสนอถึงปัญหาและข้อร้องเรียนของผู้บริโภคในหลายกรณี เช่น การเรียกเก็บค่าบริการของผู้บริโภค จากหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลที่ไม่มีสิทธิจะเรียกเก็บ (Extra Billing) ของสถานพยาบาล การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน กรณีพ้นวิกฤต 72 ชั่วโมง หรือกรณีเจ็บป่วยไม่ฉุกเฉินวิกฤตที่มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลในอัตราสูง และความคืบหน้าของการดำเนินนโยบายการปรับเกณฑ์ประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน (PA) ในกรณีเจ็บป่วยวิกฤตฉุกเฉินมีสิทธิทุกที่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การดำเนินงาน จัดทำข้อเสนอถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข (หนังสือ TCC.นย.743/2566 ลว. 18 ส.ค. 66) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า อยู่ระหว่างการตอบกลับจากหน่วยงาน
ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ
สถานการณ์ คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เข้าพบเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เพื่อร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ และได้นำเสนอถึงปัญหาและข้อร้องเรียนของผู้บริโภคในหลายกรณี เช่น การเรียกเก็บค่าบริการของผู้บริโภคจากหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลที่ไม่มีสิทธิจะเรียกเก็บ (Extra Billing) ของสถานพยาบาล ข้อคิดเห็นที่มีต่อนโยบายด้านสุขภาพของพรรคการเมืองไทย รวมถึงแนวโน้มการจัดตั้งคลินิกพิเศษนอกเวลา การให้บริการในรูปแบบ Premium Service ของสถานพยาบาล ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การดำเนินงาน จัดทำข้อเสนอถึงเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (หนังสือ TCC.นย.742/2566 ลว. 18 ส.ค. 66) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า อยู่ระหว่างการตอบกลับจากหน่วยงาน
ขอให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566
สถานการณ์ ตามที่กระทรวงมหาดไทยออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยเพิ่มคุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่าจะต้องมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ทุกคนที่ได้ยืนยันสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้สูงอายุไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนประชาชนไทยทุกคน การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้กระทรวงมหาดไทยยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 และให้ใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ฉบับปี พ.ศ. 2552 ซึ่งระบุให้มีการจัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ที่ได้ยืนยันสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ความคืบหน้า อยู่ระหว่างการตอบกลับจากหน่วยงาน
ข้อเสนอการพัฒนาระบบและกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคต่อการบริการเสริมความงาม
สถานการณ์ กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้เชิญสภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นวิทยากรในการประชุมสัมมนาผู้ประกอบการสถานพยาบาล เรื่อง การประกันเสริมความงาม หัวข้ออภิปราย “มุมมองเชิงกฎหมาย โอกาส ความเป็นไปได้ในการส่งเสริมพัฒนาระบบและกลไกประกันเสริมความงามของประเทศไทย” เมื่อวันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2566 นั้น สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมเวทีดังกล่าว และได้นำเสนอข้อเท็จจริงการดำเนินงานรับข้อร้องเรียนของผู้บริโภค กรณี ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้บริการศัลยกรรมและเสริมความงามจากผู้ประกอบธุรกิจบริการเสริมความงามในหลายกรณี ได้แก่ สถานบริการเสริมความงามเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าและต่อมาปิดกิจการโดยไม่ได้แจ้งลูกค้าทราบและไม่คืนเงินแก่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการเข้ารับบริการเสริมความงาม มีการใช้บุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์มาเป็นผู้ดำเนินการ ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคจำนวนมาก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมเสริมความงามในประเทศไทย และในการประชุมดังกล่าวกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีแนวทางส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเสริมความงาม (Aesthetic Medical Hub) โดยการทำประกันภัยคุ้มครองเสริมความนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ประกอบกับการควบคุมมาตรฐานบริการเสริมความงามยังไม่มีความชัดเจน จากการนำเสนอดังกล่าวมีมติคณะทำงานพัฒนาแนวทางส่งเสริมมาตรฐานและระบบบริการเสริมความงาม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นด้วยกับขอเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค จึงขอให้สภาองค์กรของผู้บริโภคทำหนังสือส่งข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการควบคุมมาตรฐานบริการเสริมความงาม และขอเชิญเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน ด้วยนั้น สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงขอให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาระบบและกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคต่อการบริการเสริมความงาม การดำเนินงาน จัดทำข้อเสนอต่ออธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ TCC.นย.643/2566 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2566) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดส่งหนังสือ ที่ สธ 0706.07/3659 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์บุคลากรในสังกัดร่วมเป็นคณะทำงานพัฒนาแนวทางมาตรฐานและระบบบริการเสริมความงาม สภาผู้บริโภค ตอบกลับ (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ TCC.คพ.790/2566 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2566) ถึง สบส. เรื่อง ส่งรายนามผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค
ขอให้ผ้าอนามัยเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพฯ
สถานการณ์ จากสถานการณ์ที่ประชาชนผู้มีประจำเดือนในประเทศไทย ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขอนามัยที่เกี่ยวเนื่องกับการมีประจำเดือน โดยเฉพาะผ้าอนามัย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ เนื่องด้วยปัญหาความขาดแคลนทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการหรือผู้ป่วยจิตเวช กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเรื้อรังอื่น กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มชุมชนแออัด กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชนกลุ่มน้อย และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อย ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายด้านอนามัยเจริญพันธุ์ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อในช่องคลอด และสุขภาวะทางใจ ด้านการขาดโอกาสการศึกษาและการทำงาน หรือมีภาวะซึมเศร้าเนื่องจากความอับอายจากการเปรอะเปื้อนของประจำเดือนในพื้นที่สาธารณะ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีงานศึกษาวิจัยถึงตัวเลขของผู้มีประจำเดือนที่ไม่สามารถเข้าถึงผ้าอนามัยอย่างชัดเจน แต่จากการประเมินพบว่า ใน 1 เดือน ผู้มีประจำเดือนต้องใช้ผ้าอนามัยจำนวน 15-35 ชิ้น คิดเป็นค่าใช้จ่าย 350-500 บาทต่อเดือน 4,800 บาทต่อปี ทั้งที่ในความเป็นจริง ประชาชนในประเทศไทยมีรายได้ขั้นต่ำเพียงวันละ 313-336 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ผู้มีประจำเดือนจึงมีภาระอันเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นเพศของตนเอง ทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การดำเนินงาน เพื่อเป็นการดำเนินมาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) จัดทำข้อเสนอถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.340/2566 ลงวันที่ 14 มิ.ย. 2566) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอให้คณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาให้ผ้าอนามัยเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมในกาบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ผู้มีประจำเดือนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นและมีคุณภาพต่อการดำรงชีวิต อันเนื่องจากเหตุผลดังนี้ ความคืบหน้า –
ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่
สถานการณ์ การดำเนินงานด้านบริการสุขภาพของสภาองค์กรผู้บริโภคให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้บริโภคกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติทั้งสีแดงและสีเหลือง โดยพบข้อมูลร้องเรียนที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคมากกว่าร้อยละ 91 ถูกเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลเอกชนในกรณีเข้ารับบริการสุขภาพฉุกเฉินวิกฤต และประสบปัญหาถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่ายวิกฤตสีแดง หรือกรณีวิกฤตสีแดงไม่สามารถโอนย้ายไปยังหน่วยบริการของตนเองที่ขึ้นทะเบียน หรือหน่วยบริการคู่สัญญาได้ภายหลัง 72 ชั่วโมง เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถไปใช้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติสีแดงได้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนโดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงิน ภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือหนี้สินของผู้บริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มละลายจากการเจ็บป่วยได้ทั้งที่ควรได้รับบริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จัดทำข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ความคืบหน้า
ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค กรณี การส่งต่อผู้ป่วยบัตรทองในเขตกรุงเทพมหานคร
ความเป็นมา / สถานการณ์ ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินโครงการคลินิกชุมชนอบอุ่นร่วมกับคลินิกเอกชนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีคลินิกเวชกรรมจำนวนกว่า 300 แห่ง เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการเบื้องต้นหรือผู้ป่วยนอก และสามารถส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่มีศักยภาพมากกว่า หากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองสามารถเข้ารับบริการสุขภาพในระดับต่างๆ ได้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น จากปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเรื่อง ระบบการเบิกจ่ายระหว่างคลินิกชุมชนอบอุ่นและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขตพื้นที่ 13 ทำให้มีการปฏิเสธการออกใบส่งตัวผู้ป่วย การเรียกเก็บค่าออกใบส่งตัว การบังคับบริจาคการออกใบส่งตัว การจำกัดโควต้าการออกใบส่งตัว หรือการส่งตัวที่ล่าช้าทำให้อาจจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วย ปัญหาการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยโรค NCDs ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน 7 วัน และ 10 วัน ซึ่งปกติจ่ายเป็นเดือน ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่าย และเสียเวลางานในการมารับยา หรือถ้าต้องการยาเพิ่มต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง จนทำให้เกิดข้อร้องเรียนซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเบิกจ่ายตามข้อเสนอของคลินิกชุมชนอบอุ่นแล้ว แต่ยังคงปรากฏเหตุการณ์และข่าวบนสื่อออนไลน์เรื่อง การปฏิเสธการออกใบส่งตัวผู้ป่วยของคลินิกชุมชนอบอุ่นอยู่ต่อเนื่อง คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภคได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว พบว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบและได้รวมตัวกันบนสื่อออนไลน์ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา ทั้งการถูกปฏิเสธการออกใบส่งตัวผู้ป่วย การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยล่วงหน้า อีกทั้ง ยังมีผู้ป่วยที่ได้ร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคว่า คลินิกผู้ให้บริการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และครอบคลุมสำหรับผู้เสียหายทุกคน ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค เห็นว่าสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย ทำให้ขาดโอกาสในการเข้ารับการรักษาพยาบาล และไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขที่กำหนดไว้ จึงได้จัดเวทีสภาผู้บริโภค เรื่อง “แนวทางแก้ไขปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยบัตรทองในกรุงเทพมหานครเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค” ขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและแนวทางในการแก้ไขปัญหาปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยบัตรทองในกรุงเทพมหานครระหว่างผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ…
ข้อเสนอต่อมาตรการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง (Rapid Antigen Test Kit) ในโรงพยาบาล
สถานการณ์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประเทศไทยมีวิธีบริหารจัดการการป้องกันโรคติดเชื้อฯ ผ่านการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปฉีดวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดอัตราการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในวงกว้าง แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบผลการวิจัยที่ยืนยันอย่างชี้ชัดว่า วัคซีนแต่ละชนิดนั้นมีความปลอดภัยเพียงพอต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนทุกเพศทุกวัยอย่างไร จากประกาศของโรงพยาบาลยโสธร ที่เชิญชวนให้ประชาชนจังหวัดยโสธร ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 โดยมีข้อกำหนดที่ระบุว่า ประกาศดังกล่าว แม้จะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปฉีดวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนา เข็มที่ 3 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดการแพร่เชื้อ แต่ขณะเดียวกัน การมีเงื่อนไขให้ผู้รับบริการที่ฉีดวัคซีนไม่ครบจำนวน 3 เข็ม ตามที่โรงพยาบาลกำหนด จะต้องชำระค่าตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่เพียงเป็นการผลักภาระให้ผู้รับบริการหรือผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง แต่ยังรวมถึงผลักให้ต้องแบกรับความเสี่ยงทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต การใช้เงื่อนไขการฉัดวัคซีนมาเป็นด่านแรกในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล จึงถือเป็นการเลือกปฏิบัติ และกีดกันโอกาสในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วย การดำเนินงาน เพื่อเป็นการดำเนินมาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) อยู่ในขั้นตอนการติดตามข้อเสนอการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ต่อมาตรการการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง (Rapid Antigen Test Kit) ในโรงพยาบาล ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า –
ข้อเสนอต่อมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ในการสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1 ปีการศึกษา 2564 (เพิ่มเติม)
สถานการณ์ ตามที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาประกาศมาตรการการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัยที่ 74 ปีการศึกษา 2564 (เพิ่มเติม) โดยกำหนดให้ผู้เข้าสอบต้องดำเนินการตามมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ดังนี้ 1. ให้ผู้เข้าสอบตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แก่ การตรวจ RT-PCR หรือการตรวจด้วยชุดตรวจเร็ว (Antigen Test Kit) โดยมีเอกสารรับรองผลการตรวจจากสถานบริการทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนสอบ 2. ให้ผู้เข้าสอบนำเอกสารรับรองผลการตรวจในข้อ 1 และหลักฐานการได้รับวัคฉีคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 เข็ม มาแสดงพร้อมบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ และบัตรนักศึกษา ณ จุดคัดกรองประจำอาคารสอบในวันสอบด้วย 3. หลังจากวันสอบในแต่ละครั้ง หากผู้เข้าสอบตรวจพบเชื้อในระหว่างก่อนสอบในครั้งถัดไป ให้ผู้เข้าสอบแจ้งแผนกประเมินผล สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาพร้อมผลตรวจทันที โดยขอให้ผู้เข้าสอบปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะมิได้รับอนุญาตให้เข้าสอบ อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังกล่าว จะเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในสนามสอบ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกีดกันผู้เข้าสอบกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการตามมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้ ดังนั้น การจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม ด้วยการกำหนดแนวทางเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวก โดยให้มีการแยกสอบในผู้เข้าสอบแต่ละกลุ่ม โดยให้สิทธิแก่ผู้เข้าสอบทุกกลุ่มที่ประสงค์จะเข้าสอบสามารถเข้าสอบได้ ทั้งกลุ่มที่อยู่ระหว่างการรักษาอาการของโรคติดเชื้อ อาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ และกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงให้ได้เข้าสอบ เนื่องจากทุกการสอบมีความจำเป็นและมีความสำคัญกับผู้เข้าสอบ ในท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดทุกคนล้วนมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ การดำเนินงาน เพื่อเป็นการดำเนินมาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนการติดตามข้อเสนอต่อการทบทวนมาตรการการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ในการสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัยที่ 74 ปีการศึกษา…
ข้อเสนอต่อนโยบายเปิดทางเลือกซื้อประกันสุขภาพผ่านบริษัทเอกชน สำหรับการประกันสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงาน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
สถานการณ์ จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฏาคม 2564 และมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ 28 กันยายน 2564 ที่เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ อันได้แก่ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า แรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย จะต้องทำประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลรัฐตามประกาศที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด หรือทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัยเอกชน ซึ่งครอบคลุมการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ตามเงื่อนไขที่แต่ละบริษัทกำหนด โดยมีราคาเบี้ยประกันเริ่มตั้งแต่ 990 – 1,175 บาท ระยะเวลาการคุ้มครอง 4 เดือน จากการดำเนินงานตามมติดังกล่าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานอำนวยความสะดวกแก่นายจ้าง โดยได้แนบรายชื่อบริษัทประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย 3 บริษัท ที่รับทำประกันสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติ ได้แก่ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเอเชียประกันภัย 1950 ซึ่งทั้งหมดเป็นรายชื่อบริษัทที่ขอเลิกกิจการ คืนใบอนุญาต และถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง เนื่องจากมีฐานะการเงินไม่มั่นคง จ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า และมีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนั้น การสร้างทางเลือกให้นายจ้างสถานประกอบการที่มีคนงานเป็นแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ อันได้แก่ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการรอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ดำเนินการซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทเอกชนที่ขอเลิกกิจการ คืนใบอนุญาต และถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง เป็นเสมือนการออกแบบนโยบายที่ซ้ำเติมผู้ประกอบการและแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การดำเนินงาน เพื่อเป็นการดำเนินมาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค…
ข้อเสนอต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง (Antigen Test Kit) ในสถานศึกษา
สถานการณ์ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเปิดภาคเรียน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีมาตรการให้เด็กนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนต้องตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง (Antigen Test Kit: ATK) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะมีระบบการกระจายชุดตรวจโควิดไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งการกระจายผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดไปยังหน่วยบริการที่มีหน้าที่ให้บริการตรวจคัดกรอง รวมถึงการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ เพื่อรับชุดตรวจโควิดด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวน 2 ชิ้น เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง แต่ทว่าระบบการกระจายชุดตรวจโควิดยังคงมีความจำกัด ไม่คล่องตัว และไม่เพียงพอ ส่งผลให้กลุ่มผู้ปกครองบางส่วนตัดสินใจซื้อชุดตรวจโควิดที่มีราคาขายสูงตามท้องตลาดมาใช้ตรวจด้วยตนเอง ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้ปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อการได้รับผล “ลวง” จากชุดตรวจ เนื่องจากความแตกต่างในคุณภาพของชุดตรวจ และการตรวจด้วยตนเองนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อนพอสมควร การดำเนินงาน เพื่อเป็นการดำเนินมาตรการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ติดตามข้อเสนอต่อมาตรการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านการใช้ชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง (ATK) ในสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. กระทรวงศึกษาธิการ ควรยกเลิกการตรวจคัดกรองโควิดของเด็กนักเรียน เนื่องจากเป็นภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครอง 2. กระทรวงศึกษาธิการ ควรมีแบบประเมินความเสี่ยงให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะช่วยเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสจากผู้ใหญ่สู่เด็ก และหากพบว่าเด็กนักเรียนคนใดมีความเสี่ยงสูงควรให้หยุดเรียน เพื่อลดการแพร่เชื้อในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ความคืบหน้า จากการส่งข้อเสนอมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านการใช้ชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเอง (ATK) ในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการส่งหนังสือตอบกลับเรื่องดังกล่าว เลขที่ ศธ 02147/852 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2565














