ในยุคดิจิทัล ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อติดต่องาน ดูภาพยนตร์ ถ่ายรูป หาข้อมูลหรือซื้อสินค้าบนอินเทอร์เน็ต สายตาของผู้บริโภคจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน และในบางครั้งยังเห็นข้อความ SMS เด้งขึ้นมา ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันในสื่อสังคมออนไลน์และการพูดคุยกันในชีวิตจริง บทสนทนาที่ผู้บริโภคบ่นบ่อยครั้ง คือ ปัญหาเรื่องของ SMS กวนใจ หรือการได้รับข้อความบ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดความรำคาญ SMS กินเงิน หรือการได้รับข้อความที่นำส่งข้อมูลข่าวสาร โดยผู้บริโภคไม่ได้ตั้งใจสมัคร หรือสมัครโดยไม่รู้ตัว และ SMS หลอกลวง หรือการได้รับข้อความในลักษณะที่เป็นการส่ง หรือแอบอ้างว่าส่งมาจากธนาคาร หน่วยงานของรัฐ ฯลฯ แม้หน่วยงานภาครัฐที่จัดการดูแลปัญหา SMS พยายามแก้ไข แต่ปัญหายังคงอยู่ ผู้บริโภคยังคงได้รับ SMS ดังกล่าวอยู่เสมอ
สภาองค์กรผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวไปข้างต้น แม้เป็นปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่การหลอกลวงเพื่อนำข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคมาข่มขู่ หลอกลวงเอาเงินจากบัญชี และเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวถือเป็นการละเมิดสิทธิ คณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมจึงศึกษาข้อมูล ข้อกฎหมาย และแสดงความคิดเห็น เพื่อยื่นข้อเสนอในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอให้ กสทช. ใช้อํานาจไม่อนุญาตการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด (AWN) ในเครือ AIS และบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จํากัด (มหาชน) (3BB)
สถานการณ์ ตามที่ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ได้ทําหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(คณะกรรมการ กสทช.) นัดพิเศษ ในวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เพื่อนําวาระการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด (AWN) ในเครือ AIS และบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จํากัด (มหาชน) (3BB) เข้าพิจารณา ต่อมาได้ปรากฏข่าวการให้ ความเห็นของ ประธาน กสทช. ว่า การดําเนินงานของ กสทช. เรื่องการควบรวมธุรกิจเป็นไปตามประกาศ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 และยึดหลักคําพิพากษา ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ กสทช. ไม่ควรใช้อํานาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกําหนด หากฝ่าฝืน เท่ากับเป็นการกระทําที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย กสทช. จึงควรยึดคําพิพากษาทําหน้าที่ของ กสทช. ให้ดีที่สุด ด้วยการออกมาตรการป้องกันและกํากับดูแลเพื่อประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด นั้น การดำเนินงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะเป็นตัวแทนผู้บริโภคที่มีอํานาจคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคในทุกด้าน เห็นว่าการให้ความเห็นของประธาน กสทช. ดังกล่าว เป็นการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นกลางและชี้นําการ ประชุมที่จะมาถึงให้คณะกรรมการ มีมติ “รับทราบ” เหมือนเช่นกรณีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือทรู และ บริษัท โทเทิ่ล…
การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่จะได้รับผลกระทบจากการหมดสัญญาของบริษัท โทรคมนาคม แห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
สถานการณ์ – การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มีพันธกิจในการพัฒนา บริหารจัดการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศและกำกับดูแลบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) หรือ NT เร่งประสานการดำเนินงานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อให้มีการดำเนินการดังนี้ 1) ให้มีการกำหนดข้อเสนอเพดานราคาค่าบริการสูงสุดเทียบกับปริมาณและคุณภาพการให้บริการที่จะเรียกเก็บและให้บริการกับผู้บริโภคและการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน หรือ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ให้อยู่ในเงื่อนไขการแข่งขันประมูลด้วย 2) ให้มีการกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้ บริษัท NT , MVNO หรือบุคคลอื่นได้ร่วมใช้ประโยชน์ในย่านความถี่หรือช่องความถี่จากคลื่นความถี่ที่ได้อนุญาตไว้แล้วนั้นได้ภายใต้อัตราค่าบริการที่เป็นธรรม โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจนและมีบทกำหนดโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้ 3) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเร่งจัดเวทีประชุมระหว่างผู้แทนผู้บริโภค กสทช. บริษัท NT ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator: MVNO) และผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนรองรับผลกระทบของผู้บริโภคจากการหมดสัญญาของบริษัท NT 2. ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการพิจารณาแนวทางการสนับสนุนให้บริษัท NT สามารถเข้าถึงการใช้คลื่นความถี่ของ กสทช. ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นบริการของภารัฐในการบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความมั่นคง ความปลอดภัย เป็นเครื่องมือคัดกรอง แจ้งเตือนภัยจากภัยต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ รวมทั้งภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ความคืบหน้า ยังไม่มีการตอบกลับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อผลการศึกษาแนวทางประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่
สถานการณ์ ขอให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะต่อแนวทางเปิดประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนใหม่ที่ กสทช. มีมติมอบหมายให้สำนักงาน กสทช.ไปดำเนินการศึกษาด้วย โดยควรมีประเด็นที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ อาทิ การดำเนินงาน TCC.นย.ว.417/2568 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2568 ถึงประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง ขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อผลการศึกษาแนวทางประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่ ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อผลการศึกษาแนวทางประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่ ความคืบหน้า ยังไม่มีการตอบกลับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขอให้ชะลอการดำเนินการประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่
สถานการณ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ในฐานะตัวแทนของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 มีความวิตกกังวลต่อการดำเนินการของ กสทช. ในการการประมูลแถบคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยคลื่นที่จะนำมาประมูลพร้อมกันมีทั้งคลื่นย่าน 850 MHz ที่กำลังหมดอายุใบอนุญาตของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในเดือนสิงหาคม 2568 ที่เป็นคลื่นว่างที่ไม่มีใครประมูลครั้งที่ผ่านมา คลื่นที่ไม่เคยถูกนำมาประมูลมาก่อน และคลื่นที่ยังไม่หมดอายุใบอนุญาต นำขึ้นมาประมูลครั้งเดียวล่วงหน้าพร้อมกัน คือคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz 1500 MHz 1800 MHz 2100 MHz 2300 MHz และ 26 GHz รวมทั้งสิ้น 6 ย่านความถี่นั้น ไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนว่าประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะความคุ้มครองในด้านปริมาณ คุณภาพของการให้บริการและราคาค่าบริการจากการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ การประมูลที่จะเกิดขึ้นไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ด้วยการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้เหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงสองราย คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ทรู กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เท่านั้นอันเกิดจากการที่ กสทช. ปล่อยให้มีการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมที่ผ่านมา งานวิจัยของ 101 public policy think tank พบว่า ผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสองค่ายมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.9 หรือต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างน้อย 100 บาท ต่อคนต่อเดือน…
ขอเสนอให้เร่งดำเนินการให้มีระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยแห่งชาติ (Thai Alert) ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Cell Broadcast
สถานการณ์ จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดเหตุกราดยิงขึ้นภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อช่วงเย็นวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ ทำให้ประชาชนและพนักงานได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง รวมถึงทรัพย์สินของเอกชนได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและจิตใจของประชาชนในวงกว้าง จึงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้เรียกร้องผ่านสื่อสาธารณะให้รัฐบาลมีระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Cell Broadcast Service (CBS) ระบบแจ้งเตือนภัยสาธารณภัย Cell Broadcast หรือ Cell Broadcast Service (CBS) เป็นการส่งข้อความเตือนภัยตรงจากเสาส่งสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ ไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในบริเวณนั้น ครอบคลุมทั้งพื้นที่เกิดเหตุ ถูกกำหนดให้กลายเป็นมาตรฐานโลกที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความพิเศษของระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือด้วยระบบ CBS สามารถส่งข้อความเตือนภัยไปยังมือถือหลายล้านเครื่องภายในไม่กี่วินาที ครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องรู้เบอร์โทรศัพท์ ต่างจากระบบส่งข้อความผ่านเอสเอ็มเอส (SMS) ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีการใช้ระบบเตือนภัยดังกล่าว เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกๆที่ใช้ระบบ CBS เนื่องจากเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ แผ่นดินไหว เมื่อประชาชนได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย หรือในประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการแจ้งเตือนภัยครอบคลุมการแจ้งประชาชนที่กำลังอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน ตลอดจนการแจ้งคนหาย เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ช่วยกันสอดส่อง และประเทศสหรัฐอเมริกา ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ แคนาดา นิวซีแลนด์ เปรู ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น ระบบแจ้งเตือนภัยสาธารณภัย Cell Broadcast Service หรือ CBS สามารถตั้งระดับการเตือนได้ 5 ระดับ ตามฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยใช้ความร่วมมือกับฐานข้อมูลของภาครัฐ ประกอบด้วย การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอเสนอให้เร่งดำเนินการให้มีระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยแห่งชาติ (Thai Alert) ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ…
ข้อเสนอต่อกรณีการควบรวมกิจการ TRUE กับ DTAC
สถานการณ์ จากกรณีที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ประกาศควบรวมกิจการโทรคมนาคมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE โดยคาดการณ์ว่าในอนาคตจะร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้าและส่งผลให้ผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือกในการใช้งาน การดำเนินงาน 1. จัดทำข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง ขอให้ชะลอการพิจารณาลงมติ กรณีการควบรวมกิจการในธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 2. จัดเวทีสื่อสารกับสาธารณะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นปัญหา กรณีการควบรวมกิจการบริษัทโทรคมนาคมระหว่าง DTAC และ TRUE เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 โดยจัดเสวนาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Zoom ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจัดทำข้อเสนอถึง กสทช. โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้ 1. หากข้อตกลงในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ได้ กิจการภายใต้บริษัทดังกล่าวจะมีส่วนแบ่งตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศไทยถึง 52% ซึ่งมีค่าดัชนีวัดระดับความมีประสิทธิภาพของการแข่งขันในตลาด (Herfindahl-Hirschman Index HHI)…
ข้อเสนอต่อกรณี SMS ละเมิดสิทธิผู้บริโภค
สถานการณ์ การสร้างความรำคาญและการหลอกลวงผู้บริโภคผ่านการส่งข้อความสั้น หรือที่เรียกว่า SMS ตลอดจนการโทรศัพท์และการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ที่หน่วยงานภาครัฐของนานาประเทศตระหนักและออกมาตรการเพื่อจัดการแก้ไขและหาทางป้องกัน ปัญหาดังกล่าวแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะกว้าง ๆ ได้แก่ ลักษณะแรก เป็นการส่งข้อความหรือโทรศัพท์ ที่สร้างความรำคาญหรือไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภค (spam) ลักษณะที่ 2 เป็นการส่งข้อความหรือโทรศัพท์ที่มุ่งหลอกลวงผู้บริโภค (scam) ซึ่งลักษณะหลัง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคนับตั้งแต่การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและเงินทองจำนวนมาก โดยข้อมูลจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ.2563 พบกรณีที่ประชาชนโดนหลอกลวงจำนวน 15,700 ราย คิดเป็นเงินถึง 201 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งมีทั้งอีคอมเมิร์ซ เงินกู้ ธนาคารและการล่อลวงทางโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกัน ข้ามฟากจากฝั่งเอเชียไปทางทวีปยุโรป ในสหราชอาณาจักรมีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่ากัน ปี พ.ศ.2564 มีรายงานว่า ประชากรเกือบ 45 ล้านคนเผชิญกับข้อความสั้นที่เข้าข่ายหลอกลวงผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ หรือการโทรศัพท์เข้ามือถือและโทรศัพท์บ้าน หลายประเทศพบว่า มีการหลอกลวงในรูปแบบที่หลากหลายซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งประเทศไทย มีรายงานข่าวและการแชร์เรื่องราวของผู้ประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดรวบรวมข้อมูลและรายงานความสูญเสียอย่างเป็นทางการ การดำเนินงาน สภาผู้บริโภคจัดทำแบบสอบถามและเผยแพร่ข้อมูล เพื่อจัดทำข้อเสนอการคุ้มครองผู้บริโภคต่อกรณี SMS ละเมิดสิทธิผู้บริโภค เพื่อเสนอแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แบบสอบถามดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการส่ง SMS จากมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค โดยให้คำจำกัดความ กรณี SMS ดังนี้ 1) SMS กวนใจ คือ การได้รับ SMS บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดความรำคาญ ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือบอกรับ SMS เหล่านั้นแต่อย่างใด 2) SMS กินเงิน คือ…
ข้อเสนอต่อเรื่องมาตรฐาน คุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม
สถานการณ์ สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งมีประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคโดยตรง การดำเนินงาน สภาผู้บริโภคออกหนังสือเลขที่ สอบ.นย 042/2564 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 เรื่อง ความเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม ถึง กสทช. ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. เห็นควรตรวจสอบข้อ 7 ของร่างประกาศฯ ว่า ผู้ให้บริการต่าง ๆ ปฏิบัติตามประกาศเรื่องการเผยแพร่ผลการวัดค่าชี้วัดคุณภาพผ่านทางเว็บไซต์หรือไม่ และข้อมูลที่เผยแพร่มีความเป็นปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร นอกจากนั้น เห็นควรกำหนดให้ชัดเจนว่า การเผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ต้องมีลิงก์ให้เข้าถึงได้ในหน้าแรกของเว็บไซต์ และเผยแพร่ผลภายใน 30 วัน นับถัดจากวันสิ้นไตรมาส ในส่วนรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลที่สำนักงาน กสทช. กำหนด ไม่มีการระบุพื้นที่ในการตรวจวัดและระดับคุณภาพบริการว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร พบว่าขาดความชัดเจน และแทบไม่มีประโยชน์กับผู้บริโภค ดังนั้น เห็นว่าควรกำหนดรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูล ดังนี้ 1.1) ควรเผยแพร่ผลการตรวจวัดเป็นตัวเลข และระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ ประกอบด้วยก็ได้ 1.2) การเผยแพร่ผลการตรวจวัดคุณภาพบริการบนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการตรวจวัดพื้นที่ใด เช่นเส้นทางสายหลักเส้นใด เส้นทางสายรองเส้นใด หรือหากตรวจวัดในลักษณะพื้นที่ ก็ควรรายงานเป็นค่าเฉลี่ยระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัดเป็นอย่างน้อย ไม่ควรนำผลการตรวจวัดจากหลายพื้นที่มาเฉลี่ยรวมกัน เพราะจะทำให้ผลการตรวจวัดคลาดเคลื่อนจากคุณภาพบริการจริงในพื้นที่มากยิ่งขึ้น 1.3) การเผยแพร่ผลการตรวจวัดคุณภาพบริการบนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ควรกำหนดให้ผู้ให้บริการนำเสนอผลการตรวจวัดคุณภาพบริการทั้งประเภทเสียงและประเภทข้อมูลในส่วนของพื้นที่เฝ้าระวัง โดยนำเสนอผลที่วัดได้แยกแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน ไม่นำค่าที่วัดได้มาเฉลี่ยรวมกัน 2. ภาคผนวกแนบท้ายร่างประกาศฯ ข้อ 2.3.1 การกำหนดค่าเป้าหมาย RTT…
ข้อเสนอต่อการกำหนดมาตรการควบคุมโฆษณาแฝงและโฆษณาเกินเวลาทางช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล
สถานการณ์ จากงานวิจัยเรื่อง “โฆษณาแฝงและการโฆษณาเกินเวลาทางช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล” จัดทำโดย บุณยาพร กิตติสุนทโรภาศ นักวิจัยอิสระ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการด้านสื่อและโทรคมนาคม ภายใต้คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) แล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) โดยสำรวจสถานการณ์ของการโฆษณาในโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบโฆษณาแฝง 7 ประการ ได้แก่ แฝงสปอตสั้นหรือวีทีอาร์ (VTR) แฝงภาพกราฟิก แฝงวัตถุ แฝงบุคคล แฝงเนื้อหา และรายการแนะนำสินค้า ถูกนำมาใช้กันอย่างผสมผสาน และแพร่หลายในรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ซึ่งประเภทของสินค้าหรือบริการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์เสริม อาหารและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับพบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ประเด็นต่อมา คือ การพบเนื้อหารายการที่น้อยกว่า 47 นาที 30 วินาที ซึ่งแสดงว่าใน 1 ชั่วโมง มีโฆษณามากเกินกว่าเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด คือ 12 นาที 30 วินาที ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะเนื้อหารายการกับโฆษณา พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 52 นาที 36 วินาที แต่เมื่อพิจารณาโดยแยกเป็น 5 องค์ประกอบ คือ เนื้อหารายการ โฆษณา โฆษณาแฝง รายการแนะนำสินค้า และสปอตโปรโมตรายการ พบว่าค่าเฉลี่ยเนื้อหารายการอยู่ที่ 43 นาที 55 วินาที ซึ่งน้อยกว่า 47 นาที 30 วินาที ขณะที่ค่าเฉลี่ยเนื้อหารายการ จำแนกตามประเภทสถานีโทรทัศน์และประเภทรายการโทรทัศน์ พบว่ามี 6…
ข้อเสนอต่อ กสทช. ในการออกหลักเกณฑ์เรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่
สถานการณ์ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดทำ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่ และจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะนั้น โดยที่มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตจะเรียก เก็บเงินประกัน หรือเงินอื่นที่มีลักษณะเป็นเงินประกันมิได้ ส่วนการเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือประโยชน์สาธารณะ และวรรค 2 กำหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ของผู้รับใบอนุญาต ให้ถือว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) จึงเห็นว่า หลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าที่ กสทช. กำหนดจำเป็นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว นั่นคือเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือประโยชน์สาธารณะเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาร่างประกาศ กสทช. ฉบับดังกล่าว กลับพบว่า เนื้อหาของร่างประกาศฯ เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าได้เท่านั้น แต่ไม่ได้คุ้มครองผู้บริโภคหรือคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะใด ๆ การดำเนินงาน สภาผู้บริโภคมีหนังสือที่ สอบ.นย 042/2564 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 เรื่อง ความเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นอกจากนั้น สภาผู้บริโภคจัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นผู้บริโภคออนไลน์ เรื่อง “ถูกเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่” (การถูกเรียกเก็บค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านล่วงหน้า) โดยมีจำนวนผู้ตอบ 521 คน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค สภาผู้บริโภคไม่เห็นด้วยกับการออกประกาศ กสทช. ฉบับดังกล่าว และขอให้ยุติการดำเนินการออกประกาศด้วยเหตุผลสำคัญ อาทิ ร่างประกาศฉบับนี้มีเนื้อหากระทบต่อประชาชนและผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ แต่ กสทช. กลับไม่ประเมินผลกระทบจากการออกกฎหมาย (Regulatory…













