Ribbon

มิจฉาชีพพุ่งเป้าเด็ก หลอกให้ค่าตอบแทน ทำกิจกรรมออนไลน์

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 69 เกิดเหตุเยาวชนอายุ 13 ปี ถูกมิจฉาชีพหลอกให้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ จะได้รับเงินค่าตอบแทน แต่ต้องโอนเงินไปให้ก่อน เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่ได้เงินคืน จนเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและพลัดตกจากที่สูงจนบาดเจ็บสาหัส สภาผู้บริโภคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มิจฉาชีพสร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ หรือหลอกให้ทำภารกิจออนไลน์เพื่อให้โอนเงิน ส่งผลกระทบทั้งด้านทรัพย์สินและสภาพจิตใจ กระตุ้นครอบครัวติดตามและเพิ่มองค์ความรู้

เด็กตกเป็นเป้าเพราะขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์

นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากข่าวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ หรือกลุ่มสแกมเมอร์ เนื่องจากยังขาดความรู้และวุฒิภาวะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อถูกข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัว จึงหลงเชื่อได้ง่าย

ทั้งนี้ มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ กล่าวหาว่าเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี จากนั้นข่มขู่ไม่ให้บอกผู้ปกครอง พร้อมสั่งให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเด็กจำนวนมากเข้าใจว่าตนเองกระทำผิดจริง จึงไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดฟัง เพราะกลัวถูกดุหรือตำหนิ

ช่องว่างระบบการเงิน–วัยรุ่นมหาวิทยาลัยเสี่ยงสูง

นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร เมื่อถูกมิจฉาชีพข่มขู่ หรือหลอกลวง กดดันให้เด็กต้องไปขอเงินผ่านผู้ปกครอง แต่เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลขอเงินได้ต่อเนื่อง เด็กจะเกิดความเครียดจากแรงกดดันและความกลัว

ขณะที่เยาวชนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมออนไลน์ได้เอง กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่โอนเงินได้ทันที โดยเฉพาะนักศึกษาต่างจังหวัดที่พักอาศัยคนเดียว ขาดที่ปรึกษาใกล้ชิด จึงมีความเปราะบางมากกว่า

เสนอเพิ่มระบบป้องกัน–ดันบทเรียนรู้เท่าทันมิจฉาชีพในหลักสูตร

นางนฤมล เสนอว่า สถาบันการเงินควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงสำหรับบัญชีเยาวชน เช่น ระบบแจ้งเตือนผู้ปกครอง หรือกลไกชะลอการโอนในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาควรบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับภัยออนไลน์ กลโกงทางการเงิน และวิธีรับมือเมื่อถูกข่มขู่ไว้ในหลักสูตร เพื่อให้เด็กมีทักษะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา

“ควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงทางการเงินสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการให้ความรู้ในองค์กรต่าง ๆ และในระบบการศึกษา โดยนำปัญหาและวิธีป้องกันภัยสแกมเมอร์บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน” นางนฤมล กล่าว

ศึกษาตั้งกองทุนเยียวยาจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค อยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้เสียหาย ไม่ใช่การชดเชยเต็มจำนวน ดังนั้นแนวทางการศึกษาเรื่องจัดตั้งกองทุนต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนหรือสร้างภาระต่อระบบโดยรวม

สถิติเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เด็กถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินนั้น พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในฐานะโฆษกตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์ของมิจฉาชีพเริ่มจากการติดต่อผ่านแอปพลิเคชันอินสตราแกรม โดยชักชวนให้ทำกิจกรรมฟังเพลง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทน 200 บาท แต่กำหนดเงื่อนไขให้โอนเงิน 100 บาทล่วงหน้า เพื่อรับเงินคืนรวม 300 บาท ภายหลังโอนเงินกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังถูกหลอกให้ทำกิจกรรมเพิ่มเติมหลายครั้ง พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยอ้างว่าข้อมูลผิดพลาด ส่งผลให้ผู้เสียหายเกิดความเครียดสะสม นำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ จากข้อมูลตำรวจไซเบอร์และมูลนิธิกระจกเงา พบว่ากลุ่มเด็กที่เสี่ยงจากกลุ่มสแกมเมอร์ยังเกิดกรณีการหายตัวไปด้วย โดยใน ปี 2567 มีเด็กหายจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 11 คน อายุน้อยสุด 14 ปี ปี 2568 มีเด็กหาย 19 คน โดยอยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 15–18 ปี ส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านออนไลน์ด้วยข้อเสนอ “งานค่าตอบแทนสูง” หรือ “หลอกให้รัก”

รูปแบบการหลอกลวงที่พบ ชักชวนทำงานออนไลน์ค่าตอบแทนสูงอทำภารกิจ เช่น ฟังเพลง กดไลก์ รับเงิน หลอกให้รัก (Romance Scam) หลอกให้โอนเงินแก้ไขข้อมูลผิดพลาด ขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชี โดยช่องทางที่ใช้ติดต่อ ได้แก่ แชตส่วนตัว ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และวิดีโอคอล โดยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบตัวตนได้

อ้างอิงข้อมูล