
SMS แนบลิงก์ปลอม ยังระบาดหนัก! อ้าง “M-Flow – Lazada” แม้รัฐสั่งห้ามส่งลิงก์แล้ว สภาผู้บริโภคจี้ กสทช.-ค่ายมือถือ ยกระดับคัดกรองข้อความ ป้องกันสวมสิทธิ์หรือใช้เอกสารปลอมส่งข้อความหลอกลวงประชาชน
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเข้ม ห้ามหน่วยงานภาครัฐส่งเอสเอ็มเอส (SMS) หรืออีเมลที่แนบลิงก์ทุกกรณี เพื่อปิดช่องทางหลอกลวงของมิจฉาชีพ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงได้รับข้อความปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อความที่แอบอ้างหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ เอ็มโฟลว์ (M-Flow) แจ้งค้างชำระค่าผ่านทาง หรือล่าสุดพบว่ามีผู้บริโภคได้รับข้อความที่อ้างชื่อลาซาด้า (Lazada) แจ้งยอดค้างชำระ พร้อมแนบลิงก์อันตรายที่อาจนำไปสู่การถูกควบคุมโทรศัพท์และสูญเงินจากบัญชีธนาคาร
สุจิตรา สมปาน ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ระบุถึงกรณี SMS แนบลิงก์ปลอม ว่า เกิดขึ้นภายหลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง รวมถึงหน่วยงานในกำกับ ยกเลิกการส่ง SMS และอีเมลที่มีการแนบลิงก์ทั้งหมด ตามมาตรการต่อเนื่องของพ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภคว่า หากได้รับ SMS หรืออีเมลที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐและมีลิงก์แนบมา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ รวมทั้งในช่วงที่ผ่านมาฝั่งสถาบันการเงินได้ดำเนินนโยบายไม่แนบลิงก์ใน SMS ทุกชิ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้จะมีมาตรการกำหนดให้ผู้ส่ง SMS ต้องลงทะเบียนชื่อผู้ส่ง (Sender Name) เพื่อป้องกันการแอบอ้าง แต่ในทางปฏิบัติ มิจฉาชีพยังสามารถส่งข้อความปลอมมาถึงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าระบบคัดกรองและกำกับดูแลยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข
ทั้งนี้ ในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำหนด มาตรการให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบและคัดกรอง SMS ที่มีการแนบลิงก์แล้ว แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า เมื่อมิจฉาชีพยังสามารถสวมรอยชื่อหน่วยงานรัฐหรือแบรนด์ดังได้ จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ กสทช. และผู้ได้รับใบอนุญาตด้านโทรคมนาคมทุกราย เร่งยกระดับมาตรการป้องกัน โดยพัฒนาระบบคัดกรองด้วยเอไอ ให้สามารถตรวจจับข้อความที่ดัดแปลงชื่อผู้ส่ง ให้คล้ายหน่วยงานภาครัฐหรือแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ พร้อมบล็อก SMS ที่มีลิงก์ต้องสงสัยก่อนถึงผู้รับ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ให้บริการส่งข้อความและผู้ส่ง SMS จำนวนมาก เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือใช้เอกสารปลอมในการส่งข้อความหลอกลวงเข้าสู่ระบบ
สภาผู้บริโภคย้ำว่า การป้องกันภัยไซเบอร์ไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องระวังตัวเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้บริการเครือข่ายต้องร่วมรับผิดชอบ ด้วยการยกระดับระบบป้องกันให้สามารถสกัด SMS หลอกลวงได้ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป หากผู้บริโภครายใดที่ได้รับข้อความ SMS แนบลิงก์ที่เข้าข่ายต้องสงสัย หรือได้รับความเสียหายจากลิงก์ปลอม สามารถร้องเรียนเข้ามาที่สภาผู้บริโภคผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th หรือสายด่วน 1502
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



