
โซเชียลคือสินค้าเสพติด? จากคดีในสหรัฐฯ ถึงคดีโฆษณาหลอกลงทุนในญี่ปุ่น ขณะที่ไทยมีคนถูกหลอกผ่านเฟซบุ๊กกว่าหมื่นรายในช่วงไม่ถึงเดือน โลกกำลังตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม ผู้บริโภคไทยจะเอาผิดแพลตฟอร์มได้หรือยัง
แม้โซเชียลมีเดียจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่วันนี้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามตรงกันว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นเพียง “ตัวกลาง” จริงหรือไม่ เมื่ออัลกอริทึมถูกออกแบบให้คนเลิกเล่นไม่ได้ เด็กจำนวนมากเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่โฆษณาหลอกลงทุนและเพจปลอมยังวิ่งเต็มฟีดทุกวัน ล่าสุด ศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้เมตาและกูเกิลร่วมจ่ายกว่า 200 ล้านบาทในคดีที่ชี้ว่าอินสตาแกรมและยูทูบถูกออกแบบให้เสพติด ส่วนญี่ปุ่นก็มีผู้เสียหายรวมตัวฟ้องเมตากว่า 100 ล้านบาท ฐานปล่อยโฆษณาหลอกลงทุนจนคนสูญเงินจำนวนมหาศาล
ขณะที่ประเทศไทย เพียง 24 วันแรกของเดือนพฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รับเรื่องร้องเรียนผู้ถูกหลอกบนเฟซบุ๊กแล้วกว่า 13,000 เคส คำถามคือ ผู้บริโภคไทยจะเดินตามรอยคดีต่างประเทศได้หรือไม่ และตอนนี้มีเครื่องมือทางกฎหมายอะไรอยู่ในมือบ้าง บทความนี้ชวนสำรวจคดีใหญ่ในต่างประเทศ ช่องโหว่กฎหมายไทย ไปจนถึงมาตรการใหม่ภาครัฐ ที่อาจกลายเป็น “ประตูบานแรก” ให้ผู้บริโภคไทยเริ่มเอาผิดแพลตฟอร์มได้จริงในอนาคต
คดีสหรัฐฯ มองโซเชียลฯ เป็นเครื่องจักรผลิตความเสพติด
คดีที่ถูกจับตามากที่สุดในปี 2569 คือคดีของผู้ฟ้องวัย 20 ปี ซึ่งศาลใช้ชื่อย่อ “KGM” ทีมทนายของผู้บริโภครายดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่า ระบบของอินสตาแกรมและยูทูบถูกออกแบบให้กระตุ้นการใช้งานต่อเนื่องในลักษณะเครื่องจักรผลิตความเสพติด (Addiction Machine) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้วัยเยาว์ ทั้งภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง และพฤติกรรมการกินผิดปกติ
หลังพิจารณา 9 วัน คณะลูกขุนตัดสินให้ทั้งสองบริษัทจ่ายค่าเสียหายเชิงชดเชย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมตารับผิด 70% และกูเกิล 30% ต่อมาตัดสินเพิ่มค่าเสียหายเชิงลงโทษอีก 3 ล้านดอลลาร์ รวมเป็น 6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 200 ล้านบาท
จุดสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนเป้าหมายฟ้องร้องจากเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม ไปสู่การออกแบบระบบที่จงใจดึงเด็กให้ติด นอกจากนี้ยังมีคดีลักษณะเดียวกันรอพิจารณาอีกกว่า 20 คดี และคดีในระบบฟ้องรวม (MDL) ของศาลรัฐบาลกลางอีกหลายพันคดี ก่อนเริ่มพิจารณาเพียง 6 สัปดาห์ ติ๊กต๊อกและสแนปแชต(Snapchats) ได้ยอมความนอกศาลแล้ว เหลือเพียงเมตาที่ประกาศจะยื่นอุทธรณ์ต่อ
ฟีเจอร์รีลและช็อต ถูกออกแบบให้เด็กติด
ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แนวโน้มการฟ้องร้องเหล่านี้ทำให้บทบาทของแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เราเข้าใจว่าแพลตฟอร์มเป็นเพียงตัวกลาง ได้เปลี่ยนไปสู่ผู้ต้องรับผิดชอบต่อการออกแบบระบบ โดยเฉพาะฟีเจอร์วิดีโอสั้นอย่างรีล (Reels) และชอร์ต (Shorts) ที่ออกแบบมาเพื่อดึงเด็กและเยาวชนให้ใช้งานต่อเนื่อง จนสร้างพฤติกรรมเสพติด
“ในระยะสั้นเมตาอาจอุทธรณ์ แต่ระยะยาวการฟ้องร้องเหล่านี้เป็นผลดี เพราะกดดันให้แพลตฟอร์มต้องออกแบบกลไกป้องกันพฤติกรรมการเสพติด หากปล่อยให้มีคดีตามมาเรื่อย ๆ บริษัทต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายสู้คดีซ้ำ แพลตฟอร์มจึงต้องพัฒนาอัลกอริทึมใหม่ เช่น จำกัดเวลาใช้งาน หรือแจ้งเตือนเมื่อใช้ต่อเนื่องนานเกินไป” ดร.อุดมธิปก กล่าว
ดร.อุดมธิปก ยังชี้ว่า ประเทศไทยเริ่มมีมาตรการป้องกันการเสพติดโซเชียลมีเดียในเด็กแล้วเช่นกัน เมื่อกรุงเทพมหานครออกนโยบายไม่ให้นักเรียนนำมือถือเข้าห้องเรียน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ช่วยลดปัญหาเสพติดสื่อโซเชียลในเด็กที่ต้นทาง พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัว (General Data Protection Regulation: GDPR) ของสหภาพยุโรปที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกยกระดับการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ตามไปด้วย
คดีญี่ปุ่น ฟ้องเมตาปล่อยโฆษณาหลอกลงทุน
หากคดีสหรัฐฯ เป็นบรรทัดฐานเรื่องการออกแบบ คดีในญี่ปุ่นก็คือบรรทัดฐานเรื่องความรับผิดต่อโฆษณาหลอกลวงที่อาจเป็นแนวทางสำหรับผู้บริโภคไทย
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ผู้เสียหาย 30 ราย ยื่นฟ้องเมตาและบริษัทสาขาในญี่ปุ่นต่อศาลแขวง 5 แห่ง ได้แก่ ไซตามะ ชิบะ โยโกฮามะ โอซากะ และโกเบ เรียกค่าเสียหายรวม 435 ล้านเยน หรือประมาณ 100 ล้านบาท ประเด็นสำคัญคือ ผู้ฟ้องตกเป็นเหยื่อโฆษณาหลอกลงทุนบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ซึ่งแอบอ้างชื่อและภาพของบุคคลมีชื่อเสียง โดยเฉพาะนายยูซากุ เมซาวะ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แฟชั่นออนไลน์ Zozotown และนายทากาฟุมิ โฮริเอะ นักธุรกิจชื่อดัง
แม้ผู้ถูกแอบอ้างทั้งสองจะแจ้งให้เมตาลบโฆษณาแล้ว แต่บริษัทกลับเพิกเฉย ทำให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทีมทนายชี้ว่า เมตามีหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาก่อนเผยแพร่ และต้องระงับโฆษณาที่คาดการณ์ได้ว่าจะก่อความเสียหาย คดีนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา
เอกสารภายในเมตา รายได้ 10% มาจากโฆษณาหลอกลวง
ข้อเท็จจริงของคดีนี้สอดคล้องกับรายงานเชิงสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่อ้างเอกสารภายในของเมตาระหว่างปี 2564 ถึง 2568 ระบุว่า เมตาคาดการณ์ภายในว่าในปี 2567 รายได้ราว 10% หรือประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 528,000 ล้านบาท) มาจากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม ครอบคลุมทั้งอีคอมเมิร์ซหลอกลวง การลงทุนปลอม คาสิโนออนไลน์ผิดกฎหมาย และผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่ถูกห้ามจำหน่าย
เอกสารยังระบุว่า ผู้ใช้บนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอป (WhatsApp) เห็นโฆษณาความเสี่ยงสูงรวมประมาณ 15,000 ล้านครั้งต่อวัน ขณะที่ระบบอัตโนมัติของเมตาจะระงับผู้ลงโฆษณาก็ต่อเมื่อประเมินว่ามีโอกาสฉ้อโกงสูงถึง 95% เท่านั้น และเอกสารฉบับเดือนพฤษภาคม 2568 ยังประเมินว่า เมตามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสำเร็จในสหรัฐฯ ราว 1 ใน 3 ของกรณีทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แอนดี้ สโตน โฆษกของเมตา ตอบโต้ว่า ตัวเลข 10% เป็นการประเมินที่คร่าวเกินไป เพราะรวมโฆษณาถูกกฎหมายไว้ด้วย พร้อมระบุว่าเมตาลดรายงานโฆษณาหลอกลวงจากผู้ใช้ทั่วโลกลง 58% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา และในปี 2568 ลบเนื้อหาโฆษณาฉ้อโกงไปกว่า 134 ล้านชิ้น
ปัญหาในไทย ผู้บริโภคทำอะไรได้บ้าง
ขณะที่หลายประเทศเริ่มขยับให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบมากขึ้น สถานการณ์ในไทยก็รุนแรงไม่ต่างกัน โดยข้อมูลจาก ACSC พบว่าระหว่างวันที่ 1 ถึง 24 พฤษภาคม 2569 มีผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ทุกช่องทางรวม 19,937 เรื่อง รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ หลอกซื้อสินค้าและบริการ 16,926 เรื่อง รองลงมาคือ หลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น 891 เรื่อง โดยเฟซบุ๊กยังครองแชมป์เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคถูกหลอกมากที่สุดถึง 13,656 เรื่อง
ดร.อุดมธิปก กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือแพลตฟอร์มยังไม่มีระบบตรวจสอบผู้เปิดเพจหรือผู้ลงโฆษณาที่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้มิจฉาชีพสามารถเปิดเพจขายสินค้า หลอกลงทุน หรือแอบอ้างบุคคลอื่นได้ง่าย ส่งผลให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
ประกาศ ETDA เริ่มขยับ แต่ยังมีช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ
แม้ล่าสุด สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จะออกประกาศคุมโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดให้ผู้ยิงแอดต้องยืนยันตัวตนและสแกนหน้า เพื่อสกัดมิจฉาชีพปลอมตัวมาหลอกขายของหรือหลอกลงทุน แต่ประกาศนี้ยังต้องรอบังคับใช้อีก 180 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่สภาผู้บริโภคเห็นว่ามาตรการนี้ควรเร่งบังคับใช้ทันที เพราะคนไทยถูกหลอกทุกวัน เงินปลิวทุกชั่วโมง ขณะที่แพลตฟอร์มยังได้เงินค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังพบช่องโหว่ของประกาศดังกล่าวหลายจุด ทั้งระยะเวลาเก็บข้อมูลผู้ยิงแอดที่กำหนดเพียง 90 วัน ขณะที่การลงทะเบียนโฆษณา 1 ครั้งมีอายุยาวถึง 1 ปี การไม่กำหนดให้สุ่มตรวจโฆษณาเสี่ยงสูงอย่างหุ้น การลงทุน หรือเงินกู้ การไม่มีบทลงโทษแพลตฟอร์มหากไม่ปฏิบัติตาม รวมถึงไม่บังคับให้ระบุว่าใครคือผู้จ้างวานตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังบริษัทรับจ้างยิงโฆษณา ทำให้ผู้บริโภคไม่อาจตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ประกาศดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนว่าจะครอบคลุมถึงผู้ลงโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์จากต่างประเทศหรือไม่
สภาผู้บริโภคชูนโยบายยืนยันตัวตนคนขาย
เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงผลักดันนโยบายยืนยันตัวตนคนขาย หรือ e-KYM (Know Your Merchant) เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยมีหลักการสำคัญ 4 ด้าน คือ ผู้ขายต้องแสดงตัวตนชัดเจน ทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร บัญชี และข้อมูลจดทะเบียน แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบผู้ขายก่อนอนุญาตให้ขายหรือโฆษณา สินค้าควบคุมต้องแสดงมาตรฐาน เช่น มอก. หรือ อย. และต้องแยกบัญชีการค้ากับบัญชีส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบธุรกรรมได้ ซึ่งหากรัฐมีระบบกลางที่จะให้สื่อสังคมออนไลน์เชื่อมต่อจะช่วยลดภาระของผู้ลงโฆษณาของไทยทั้งที่เป็นนิติบุคคและบุคคล
กฎหมาย DPS เครื่องมือใหม่ในมือผู้บริโภคไทย
สำหรับประเด็นเรื่องการฟ้องร้องแพลตฟอร์มหมือนในต่างประเทศ ดร.อุดมธิปก ชี้ว่า ไทยมีข้อจำกัดสำคัญเรื่องสถานะของบริษัท เพราะเฟซบุ๊กประเทศไทยมักอ้างว่าไม่มีอำนาจรับผิดชอบเท่าบริษัทแม่คือเมตาในสหรัฐฯ ทำให้ผู้บริโภคต้องนำบริษัทแม่เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายสำคัญ คือ พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย DPS (Digital Platform Services) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องมีตัวแทนในประเทศไทย และมีระบบดูแลผู้ใช้งานที่โปร่งใส รวมถึงประกาศ ETDA เรื่องการกำกับดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการถูกแอบอ้างหรือโฆษณาหลอกลวง สามารถรวบรวมหลักฐานและใช้ช่องทางตามกฎหมาย DPS ได้ทันที
ดร.อุดมธิปก ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันระบบรายงาน (Report) ของเฟซบุ๊กยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะแม้ผู้ใช้กดรายงานโฆษณาหลอกลวง แพลตฟอร์มมักตอบกลับว่า “ไม่พบความผิด” ทั้งที่โฆษณานั้นยังอยู่ในระบบ หรือเพียงไม่แสดงให้ผู้รายงานเห็นเท่านั้น โดยตนเองก็เคยตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกปลอมแปลงบัญชีเฟซบุ๊ก แม้บัญชีนั้นจะจ่ายเงินยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์มแล้วก็ตาม
“ผมได้รับความเสียหายจากการที่มีคนปลอมแปลงชื่อเฟซบุ๊กไปหลอกลวงผู้อื่น ทั้งที่บัญชีของผมจ่ายเงินยืนยันตัวตน (Verify) กับแพลตฟอร์มแล้ว นี่ถือเป็นความผิดพลาดของแพลตฟอร์มที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ผู้ใช้งาน แต่กลับปล่อยให้เกิดการปลอมแปลงข้อมูลได้อย่างไร” ดร.อุดมธิปก กล่าว
จากนี้สิ่งที่ผู้บริโภคไทยต้องจับตาใกล้ชิด คือผลการตัดสินคดีในประเทศญี่ปุ่น เพราะหากญี่ปุ่นชนะคดี ก็เป็นโอกาสที่ผู้บริโภคไทยจะฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันได้ เนื่องจากระบบกฎหมายของสองประเทศมีความใกล้เคียงกัน ขณะที่บรรทัดฐานจากคดี KGM ในสหรัฐฯ จะกลายเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มทั่วโลก รวมถึงในไทย ต้องยกระดับการออกแบบระบบและการคุ้มครองผู้บริโภคให้รัดกุมขึ้นในระยะยาว



