Ribbon

10 เรื่องจริง ที่ต้องรู้เกี่ยวกับร่างแก้กฎหมายบัตรทอง

10 เรื่องจริง ที่ต้องรู้เกี่ยวกับร่างแก้กฎหมายบัตรทอง

ปัญหาเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาจะเกิดจากกฎหมายบัตรทองโดยตรง หรือสามารถแก้ไขได้ด้วยการแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละเรื่องมีสาเหตุและกลไกจัดการแตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่กำลังถูกถกเถียงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปรับวิธีจ่ายเงินให้โรงพยาบาล แต่ยังครอบคลุมถึงการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน การเปิดทางให้มีการร่วมจ่าย การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการ สปสช. และการเปลี่ยนแปลงกลไกบริหารกองทุน

ชวนทำความเข้าใจ 10 เรื่องที่ถูกพูดถึงนั้น ข้อเท็จจริงคืออะไร

1. รพ.ขาดสภาพคล่อง ถูกยกเป็นเหตุผลแก้กฎหมาย แต่ร่างที่เสนอไปไกลกว่านั้น ข้อเสนอไม่ได้แก้เฉพาะเงินเดือน ต้นทุน หรือวิธีจ่ายให้โรงพยาบาล แต่ไปถึงสิทธิประโยชน์ การร่วมจ่าย องค์ประกอบบอร์ด การใช้เงินกองทุน และหลักการแยกผู้ซื้อบริการออกจากผู้ให้บริการ

2. รพ.ขาดสภาพคล่องจริง แต่จะสรุปว่าเกิดจาก สปสช. อย่างเดียวไม่ได้ โรงพยาบาลมีรายรับหลายทางและมีภาระหลายก้อน รวมถึงค่าตอบแทนบุคลากรที่ต้นสังกัดจัดงบมาไม่ครบ จนต้องนำเงินบำรุงมาจ่ายเอง ดังนั้น “รพ.ขาดสภาพคล่อง” กับ “รพ.ขาดสภาพคล่องเพราะ สปสช.จ่ายไม่พอ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

3. พูดกันมากเรื่อง “ต้นทุนจริง” แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ต้นทุนที่พูดถึงคือต้นทุนอะไร ต้นทุนของโรงพยาบาลทั้งหมด กับต้นทุนรักษาคนไข้บัตรทอง ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน การเอาเงินบำรุงติดลบหรือผลขาดทุนทั้งก้อนไปเท่ากับ “ต้นทุนรักษาคนไข้บัตรทอง” จึงเร็วเกินไป

4. ฉ.11–ฉ.12 คือเงินอีกก้อนที่ รพ.ต้องแบก และไม่ใช่ค่ารักษาคนไข้บัตรทอง ปี 2568 โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีภาระ ฉ.11 และ ฉ.12 รวม 11,706 ล้านบาท แต่ได้รับงบ 1,921 ล้านบาท ที่เหลือต้องนำเงินบำรุงมาจ่ายเอง

5. ถ้าปัญหาคือ “ค่ารักษาแพงขึ้น” เงินเพิ่มอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูบทเรียนจากสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แม้งบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หากระบบยังมีปัญหาเรื่อง ประสิทธิภาพการใช้เงิน การกำกับการเบิกจ่าย ราคายา การใช้ยา วิธีจ่าย และการตรวจสอบการใช้บริการ ค่าใช้จ่ายก็ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งเรื่องงบประมาณและประสิทธิภาพของการใช้เงินไปพร้อมกัน

6. “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ไม่ใช่แค่คำใหม่ แต่กำลังสร้างเส้นว่าอะไรอยู่ในสิทธิ อะไรอยู่นอกสิทธิ เมื่อมีเส้นแบ่งนี้ คำถามสำคัญคือ ใครเป็นคนกำหนด อะไรจะถูกนับเป็นสิทธิพื้นฐาน และบริการที่อยู่นอกกรอบประชาชนต้องรับภาระจ่ายอย่างไร

7. “ร่วมจ่าย” ในกฎหมายเดิม กับ “ร่วมจ่าย” ในร่างแก้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กฎหมายเดิมพูดถึงค่าธรรมเนียมเมื่อใช้บริการ เช่น 30 บาทต่อครั้ง แต่ข้อเสนอใหม่เชื่อมกับ “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” และเปิดคำถามว่า ค่ารักษาส่วนไหนกองทุนจ่าย ส่วนไหนประชาชนต้องจ่ายเอง เรื่องนี้กระทบคนไทยประมาณ 72% ที่ใช้สิทธิบัตรทอง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย การร่วมจ่าย ณ จุดบริการจึงเพิ่มอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาและทำให้คนยากจนจากการต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่ร่วมจ่าย

8. เมื่อสิทธิของรัฐแคบลง พื้นที่ของประกันเอกชนย่อมเพิ่มขึ้น หากบริการบางส่วนถูกแยกออกจากสิทธิ ประชาชนก็เหลือทางเลือกมากขึ้นระหว่าง “จ่ายเอง” กับ “ซื้อประกัน” จึงเกิดข้อสงสัยได้ว่า ผู้เสนอแก้กฎหมายมีเจตนาเอื้อบริษัทประกันสุขภาพเอกชนหรือไม่

9. บอร์ด สปสช. ไม่ได้มี Provider แค่ 1 คน หากนับตามองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย Provider มีอย่างน้อย 13 คน และกฎหมายยังมีบอร์ดควบคุมคุณภาพฯ ซึ่งมีฝ่ายวิชาชีพและผู้ให้บริการจำนวนมาก รวมถึงมีบทบาทเสนอแนะราคากลาง ขณะที่ผู้ให้บริการยังมีส่วนร่วมในอนุกรรมการและคณะทำงานอยู่แล้ว ประเด็นจึงไม่ใช่การเปิดพื้นที่ให้ผู้ให้บริการเข้ามามีส่วนร่วม เพราะมีอยู่แล้ว แต่คือร่างแก้กฎหมายกำลังเพิ่มน้ำหนักของฝ่ายผู้ให้บริการในบอร์ดมากขึ้นเพียงใด และจะกระทบหลักการแยกผู้ซื้อบริการออกจากผู้ให้บริการหรือไม่

10. วัคซีน PCV – ฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ – หน่วยบริการนวัตกรรม ถูกนำมาเล่าไม่ครบ

– วัคซีน PCV บอร์ด สปสช. ไม่ได้ตัดสิทธิประโยชน์นี้ แต่มีมติให้นำร่องในพื้นที่อัตราป่วยสูง ควบคู่กับการต่อรองราคา เพราะการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตัดสินว่า “ให้หรือไม่ให้” แต่ต้องต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม เพื่อให้เงินก้อนเดิมซื้อวัคซีนได้มากขึ้นและขยายบริการได้มากที่สุด

– ฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ปี 2563 ก่อนเข้าบอร์ดในปี 2568 ใช้เวลากว่า 4 ปีครึ่ง ผ่านการคัดเลือกหัวข้อ ทบทวนข้อมูล และพิจารณาหลายขั้น พร้อมมี Protocol กำหนดผู้รับบริการและการติดตาม

– หน่วยบริการนวัตกรรม 7 นางฟ้า ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกและนำบริการปฐมภูมิไปใกล้ประชาชน ปี 2568 มีผู้ใช้บริการกว่า 8.9 ล้านคน และผลประเมินพบประโยชน์ด้านการเข้าถึง รวมถึงผลในโรงพยาบาลชุมชน ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องงบและการเบิกจ่ายก็มีจริง จึงมีการปรับเป็นงบปลายปิด เพิ่ม Pre-Audit/Post-Audit และทบทวนบริการกับอัตราชดเชย การบอกว่า “7 นางฟ้าไม่มีประโยชน์ต่อระบบ” จึงไม่ถูกต้อง เพราะส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่ต้องแก้ต้องแยกออกจากกัน

“ปัญหาของระบบบัตรทองต้องแก้ แต่การแก้ปัญหาโรงพยาบาล งบประมาณ และระบบบริการ ไม่จำเป็นต้องแลกกับการแก้กฎหมายที่ทำลายหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และทำลายสิทธิของประชาชน”

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง