
กรณีศึกษาเวียดนาม-ลาว ยกระดับคุมตลาดออนไลน์ สภาผู้บริโภคชี้ไทยหน่วยงานกำกับดูแลขาดการบูรณาการ ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่เข้มงวด จี้หน่วยงานกำกับเร่งยกระดับ
ท่ามกลางการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยกลับเผชิญช่องว่างสำคัญในการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภค สวนทางประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งเวียดนามและลาว ได้ยกระดับกฎหมายและมาตรการควบคุมตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง ทั้งการคุมโฆษณา การยืนยันตัวตนผู้ขาย และการบังคับขึ้นทะเบียนผู้ค้าออนไลน์ สภาผู้บริโภคชี้ประเทศไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลและไม่มีหน่วยงานศูนย์กลางกำกับดูแล ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัลไม่เข้มงวด
ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ถึงทิศทางความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกรณีของประเทศเวียดนามและลาวที่มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุ้มครองดูแลผู้บริโภคในช่องทางออนไลน์ แต่ไทยแม้มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แต่ขาดบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและการมีหน่วยงานกลางกำกับทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
เวียดนามคุมเข้มโฆษณาออนไลน์
สำหรับประเทศเวียดนามได้ประกาศใช้กฎหมายควบคุมโฆษณาออนไลน์ใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กำหนดให้ผู้บริโภคสามารถกดข้าม (Skip) ได้ภายใน 5 วินาที ดร.อุดมธิปก กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยควรกำหนดโฆษณาเวลาเท่าใดให้มีความเหมาะสม จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแลในเรื่องโฆษณาโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดทำมาตรการให้มีความเหมาะสมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
สำหรับการคุมเข้มโฆษณาของประเทศเวียดนามเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ของการลดความถี่ของการรับชมโฆษณาไร้คุณภาพที่รบกวนการรับชมเนื้อหา เพราะหากโฆษณาไม่ดึงดูดใจ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องทนดูนานเกินไป แต่เมื่อประเมินเฉพาะเรื่องการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่อาจแฝงกับโฆษณาได้นั้น มาตรการนี้อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาการหลอกลวงได้ทั้งหมด เนื่องจากมิจฉาชีพมักเลี่ยงไปใช้รูปแบบคลิปวิดีโอทั่วไปแทนการยิงโฆษณาผ่านระบบ
“5 วินาที อาจทำให้ผู้บริโภคไม่รำคาญ แต่เมื่อประเมินเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องภัยมิจฉาชีพออนไลน์จากการทำโฆษณาได้ไหม ไม่ได้แก้ปัญหานะ เพราะกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงอาจจะไม่ได้ทำเป็นโฆษณา แต่อาจจะทำเป็นคลิปเฉย ๆ ได้เช่นกัน” ดร.อุดมธิปก กล่าว
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีมาตรการจัดการกับโฆษณาที่ผิดกฎหมายโดยต้องลบออกภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีอัลกอริทึมที่สามารถตรวจจับและระงับเนื้อหาได้ทันทีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีการกำหนดเกณฑ์การรายงาน (Report) โฆษณาผิดกฎหมายที่ชัดเจน เช่น เมื่อมีการรายงานผิดปกติจากผู้ใช้งานในสัดส่วนที่กำหนด แพลตฟอร์มต้องระงับทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมทั้งเวียดนามได้กำหนดให้ลิงก์ขายของออนไลน์ต้องใช้ที่อยู่เวบไซต์ที่มีนามสกุลของประเทศ คือ .vn เท่านั้น เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตน ผู้ขายภายในประเทศได้จริง ทำให้การตรวจสอบทุกอย่างข้อมูลดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
ดร.อุดมธิปก กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคในไทยกำลังเดือดร้อนจากโฆษณาที่ไร้คุณภาพ เช่น การทำปุ่มปิดปลอม หรือการวางโฆษณาซ้อนทับกันหลายชั้นเพื่อให้กดข้ามได้ยาก ซึ่งเรื่องนี้ กสทช. ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการจัดการ และกำหนดมาตรฐานออกแบบจัดวาง โฆษณาที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค อีกทั้งไทยต้องบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาบนโลกดิจิทัลโดยตรง รวมถึงเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนสื่อไทยเปลี่ยนมาใช้ที่อยู่เวบไซต์ที่มีนามสกุลของประเทศ คือ .th หรือ .ไทย เพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้งาน
ลาวสั่งผู้ค้าออนไลน์ขึ้นทะเบียน ไทยปรับวันละ 100
ขณะที่ลาวได้ประกาศให้ผู้ค้าออนไลน์ทั่วประเทศต้องขึ้นทะเบียน มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.อุดมธิปก กล่าวว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย การขึ้นทะเบียนจะช่วยให้รัฐมีฐานข้อมูล ที่ชัดเจนว่ามีผู้ค้าออนไลน์จำนวนเท่าใด อยู่ที่ไหน และทำธุรกิจประเภทใด ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการกำกับดูแล
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย มีกฎหมายให้ผู้ขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบดีบีดี รีจิสเตอร์ หรือ ดีบีดี เวอร์ริฟาย ซึ่งหากไม่จดทะเบียนจะมีค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง แต่เนื่องจากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากละเลยการจดทะเบียน อีกทั้งกฎหมายไทยยังขาดการบูรณาการ เพราะการขึ้นทะเบียนผู้ขายสินค้ากระจายอยู่ตามหลายหน่วยงานขึ้นอยู่กับสินค้าหรือบริการที่ขาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมการค้าภายใน และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ไม่มีเจ้าภาพหลักในการดูแลภาพรวม
สำหรับแนวทางเพื่อให้การขึ้นทะเบียนเกิดผลจริงนั้น แพลตฟอร์มและธนาคารควรเข้ามามีส่วนร่วม เช่น แพลตฟอร์มต้องแสดงเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนให้กับร้านค้าที่ยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น หากเกิดการหลอกลวง แพลตฟอร์มในฐานะตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบ และควรเปิดช่องทางให้ผู้ค้าสามารถขึ้นทะเบียนผ่านธนาคารตอนเปิดบัญชีธุรกิจ หรือผ่านสมาคมการค้าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวก
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้ผลักดันนโยบายการรับรองการยืนยันตัวตนของผู้ขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ “e-KYM” เพื่อป้องกันปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น
“กฎหมายไทยจริงๆ หลายด้านมีความทันสมัยมาก แต่ยังขาดการบูรณาการ จึงควรใช้กลไกการขึ้นทะเบียนผ่านหลายช่องทางเพื่อให้ครอบคลุม เช่น ขึ้นทะเบียนผ่านธนาคารตอนเปิดบัญชีธุรกิจ หรือผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง” ดร.อุดมธิปก กล่าวเสริม
เสนอเพิ่มตัวแทนผู้บริโภคในตลาดออนไลน์
ดร.อุดมธิปก กล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับความปลอดภัยในตลาดออนไลน์ของไทยจากมิจฉาชีพให้มีความยั่งยืนนั้น ประการแรกต้องบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการควรใช้คณะกรรมการภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) เป็นหลัก และควรเพิ่มตัวแทนจากสภาผู้บริโภคเข้าไปในคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะมาตรการที่เป็นประโยชน์ของผู้บริโภค ประการต่อมา ควรกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มต้องแสดงเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนร้านค้า หากเกิดการหลอกลวง แพลตฟอร์มในฐานะตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบ
ประการสุดท้าย ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค โดยรัฐต้องผลักดันให้แพลตฟอร์มนำรายได้จากการโฆษณามาใช้ในการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค ให้เข้าใจว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร และป้องกันตนเองจากการถูกเก็บพฤติกรรมไปใช้หลอกลวงได้อย่างไร รวมทั้งหน่วยงานของรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น กสทช. หรือ เอ็ดด้า (ETDA) ต้องออกระเบียบกำกับดูแลโฆษณาออนไลน์และแพลตฟอร์มอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้แอบอ้างได้
“การสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.อุดมธิปก กล่าว



