| Getting your Trinity Audio player ready... |

ชาวบ้าน สหภาพแรงงานทางด่วน เปิดเวทีคัดค้าน ทางด่วน 2 ชั้น ชี้ ไม่โปร่งใส ผลกระทบรอบด้าน รัฐเสียประโยชน์ 1.7 แสนล้าน เสี่ยงเอื้อเอกชน เตรียมเข้าพบ ‘เอกนิติ’ ประธาน PPP เสนอยุติโครงการ
วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณลานกิจกรรม ชุมชนวัดมะกอกกลางสวน เขตพญาไท กรุงเทพฯ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทางด่วน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) และสภาผู้บริโภค จัดเวที “รวมพลังหยุดทางด่วน 2 ชั้น เสียงจากชีวิตคนใต้ทางด่วน” โดยมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบฯ หลายชุมชน อาทิ ชุมชนวัดมะกอกกลางสวน ชุมชนบุญชูศรี และชุมชนสุขสวัสดิ์ เป็นต้น พร้อมด้วยตัวแทนจาก สร.กทพ. รวมกว่า 300 คน ร่วมแสดงพลังคัดค้านโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9
ชาวบ้าน และสหภาพแรงงานกทพ.เห็นตรงกันว่าการก่อสร้างดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งยังทำให้รัฐเสียผลประโยชน์มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านบาท จากเงื่อนไขการขยายสัมปทานทางด่วนศรีรัชออกไปอีก 22 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดปี 2578 ขยายไปถึงปี 2601 แลกกับการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทางด่วน 2 ชั้น เตรียมเข้าพบ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พิจารณายุติโครงการ
ทางด่วน 2 ชั้น กระทบคุณภาพชีวิต – สุขภาพ – สิ่งแวดล้อม

วิเชียร แสงพลอย อายุ 81 ปี ชาวชุมชนเคหะสถานเจริญชัย เขตจตุจักร เปิดเผยว่า บ้านพักของตนตั้งอยู่ติดกับทางรถไฟสายเหนือ ทำให้ต้องเผชิญผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโฮปเวลล์ในอดีตที่สร้างความเสียหายต่อรัฐและประชาชนอย่างมาก ต่อมาชุมชนยังได้รับผลกระทบจากโครงการทางด่วนศรีรัช ซึ่งมีการเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องย้ายบ้านเข้ามาอยู่รวมกันจนกลายเป็นชุมชนแออัด พร้อมเผชิญปัญหาเสียงดังและฝุ่นละอองมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันชุมชนยังต้องเจอกับแผนโครงการทางด่วน 2 ชั้น ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจต้องย้ายที่อยู่อาศัยอีกครั้ง และหากโครงการดังกล่าวเดินหน้า อาจนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างทางด่วนซ้อนหลายชั้นแบบนี้อีกหลายโครงการ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบต่อชุมชนมากยิ่งขึ้น

วัชรา พิมพ์จำปา อายุ 78 ปี ชาวชุมชนวัดมะกอกกลางสวน เปิดเผยว่า ตนอาศัยอยู่ในชุมชนตั้งแต่ปี 2500 ซึ่งในอดีตบริเวณนี้เป็นพื้นที่บ้านสวนและยังไม่มีทางด่วน โดยบ้านของตนเป็น 1 ใน 18 หลังคาเรือนดั้งเดิมที่รอดพ้นจากการเวนคืนในช่วงก่อสร้างทางด่วนศรีรัช อย่างไรก็ตามหลังจากทางด่วนดังกล่าวสร้างเสร็จกลับไม่ได้ทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วม มลพิษ และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนมากขึ้น

เทพพล เครื่องจันทร์ ประธานชุมชนวัดมะกอกกลางสวน กล่าวว่า ปัจจุบันชุมชนอาศัยอยู่ใต้ทางด่วนชั้นเดียวก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งน้ำที่ไหลลงมาจากทางด่วนและฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยหลายคนมีความเสี่ยงต่อปัญหาระบบทางเดินหายใจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายรัฐควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่มองเพียงภาพรวมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเห็นว่าประชาชนต้องการระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนด้านพลังงานและค่าครองชีพสูง จึงเสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แทนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจมากกว่าประชาชน
ฝ่ายการเมืองแสดงจุดยืน ร่วมค้าน Double deck

ด้าน สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า หลังจากที่กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านถึงความผิดปกติของโครงการทางด่วน 2 ชั้น อาทิ การเอื้อประโยชน์แก่เอกชนผู้รับสัมปทาน ซึ่งอาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้นับแสนล้านบาท รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน จึงมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษา โดยได้ตรวจสอบรายงาน EIA กว่า 3,000 หน้าอย่างละเอียด และพบประเด็นน่าสงสัยหลายจุด อาทิ การออกแบบโครงสร้างเสาตอม่อรองรับทางด่วนชั้นที่ 2 ซึ่งมีข้อสังเกตเรื่องความปลอดภัย
อีกทั้งเห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ถนนเพื่อรองรับรถยนต์ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มทางพัฒนาเมืองในปัจจุบัน ที่หลายประเทศหันไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อขนคนแทนการเพิ่มถนน เนื่องจากสุดท้ายรถยนต์จะยังคงลงมาติดขัดอยู่บนถนนด้านล่าง นอกจากนี้จากการลงพื้นที่พบว่าชุมชนจะต้องเผชิญมลพิษทางเสียงและฝุ่นละอองอย่างรุนแรง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากมีการก่อสร้างทางด่วนซ้อนอีกชั้น พร้อมระบุว่า กมธ.ยินดีรับข้อมูลจากประชาชนเพื่อนำไปผลักดันและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ได้รับฟังความเดือดร้อนของประชาชนและมีความกังวลต่อความเสี่ยงจากการก่อสร้าง โดยย้ำจุดยืนของพรรคที่คัดค้านโครงการทางด่วน 2 ชั้น พร้อมระบุว่าปัญหาสำคัญของระบบทางด่วนคือ เมื่อการจราจรด้านล่างติดขัด รถบนทางด่วนไม่สามารถระบายลงสู่พื้นราบได้ ทำให้การลงทุนสร้างทางด่วน 2 ชั้นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท เปรียบเสมือนการเพิ่มพื้นที่จอดรถบนอากาศ โดยไม่ช่วยแก้ปัญหาการจราจรอย่างแท้จริง จึงเห็นว่าการอ้างว่าให้ประชาชนเสียสละเพื่อส่วนรวมจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
สุรเชษฐ์ เสนอว่า ควรมุ่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ควบคู่กับการบริหารจัดการทางด่วนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามการพัฒนาประสิทธิภาพทางด่วน เช่น การเปิดให้ใช้ฟรีในช่วงกลางคืน เป็นต้น ยังไม่เกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญาสัมปทาน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา

จิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แนวโน้มการพัฒนาระบบคมนาคมในปัจจุบันควรมุ่งสู่ระบบรางเพื่อขนส่งคนมากกว่าการเพิ่มโครงสร้างถนน โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงการทางด่วน 2 ชั้น ยังมีปัญหาคอขวดบริเวณปลายทาง เช่น ย่านพระราม 9 ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้จริง อีกทั้งแนวคิดการนำเส้นทางจราจรข้ามเมืองมาผ่านกลางเมืองไม่สอดคล้องกับหลักการจัดการจราจรสากล ซึ่งมักใช้ถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน
ทั้งนี้ จิรวัฒน์ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการ พร้อมเสนอให้รัฐบาลพัฒนาระบบบริหารจัดการทางด่วน เช่น การปรับอัตราค่าบริการตามช่วงเวลา เพื่อกระจายปริมาณการจราจรและลดมลพิษ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการดังกล่าว เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

พีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการทางด่วน 2 ชั้น แสดงความเห็นว่า เพราะโครงการนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่กลับสร้างผลกระทบและความเดือดร้อนให้ประชาชน ขณะที่ข้ออ้างเรื่องการตรึงค่าผ่านทางไม่เกิน 50 บาท ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเมื่อสิ้นสุดสัมปทาน ทางด่วนควรกลับมาเป็นของรัฐและสามารถกำหนดนโยบายค่าใช้บริการได้เอง
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลด้านความปลอดภัย โดยชี้ว่าระหว่างการก่อสร้างตลอด 4 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทั้งต่อผู้ใช้ทางด่วนและประชาชนในพื้นที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าภาพรัฐยังคงยืนยันที่จะอนุมัติโครงการนี ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของประชาชน อาจทำให้โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา ซึ่งจะนำไปสู่ข้อพิพาทหรือการเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคต ดังนั้นประชาชนควรร่วมกันตรวจสอบและคัดค้านโครงการนี้เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ

ด้าน รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เครือข่ายผู้บริโภคได้คัดค้านการต่อสัมปทานทางด่วนศรีรัช มาตั้งแต่ก่อนปี 2563 โดยเห็นว่าหากไม่มีการต่อสัญญา ทางด่วนทั้งหมดจะกลับมาเป็นของรัฐและประชาชน อย่างไรก็ตามรัฐกลับตัดสินใจยอมเสีย “ค่าโง่” ให้เอกชนและขยายสัมปทานทางด่วนดังกล่าวออกไปจนถึงปี 2578
“โครงการทางด่วนสองชั้นกำลังถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขยายอายุสัมปทานทางด่วนศรีรัชออกไปอีกครั้ง แบบข้ามศตวรรษออกไปถึงปี 2601 หรืออีกกว่า 22 ปี 5 เดือน โดยจะทำให้รัฐต้องแบ่งรายได้ให้เอกชนปีละประมาณ 7,500 ล้านบาท รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 170,000 ล้านบาท” รสนาระบุ
ทั้งนี้ หาก กทพ. ส่งมอบพื้นที่ตลอดเส้นทางก่อสร้าง 17 กิโลเมตร ล่าช้ากว่า 6 เดือนตามสัญญา เอกชนมีสิทธิเรียกค่าเสียหายให้ขยายอายุสัญญาสัมปทานเพิ่มขึ้นไปอีก แสดงเจตนาชัดเจนว่าเอกชนต้องการครอบครองสัมปทานไปให้นานที่สุด
รสนา มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างทางด่วน 2 ชั้น สร.กทพ. รวมถึงสภาผู้บริโภค ควรทำหนังสือขอเข้าพบ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อหารือเรื่องผลกระทบจากโครงการดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติโครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น
จี้รัฐยุติทางด่วน 2 ชั้น
ในช่วงท้ายของเวที ชาวบ้านชุมชนใต้ทางด่วนในพื้นที่พญาไท ราชเทวี และจตุจักร ได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ 2 ชั้น อย่างถึงที่สุด โดยเห็นว่าไม่ได้แก้ปัญหาการจราจร แต่กลับซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอาศัยอยู่ใต้ทางด่วนมาอย่างยาวนาน ทั้งปัญหาเสียงดัง ฝุ่นละออง มลพิษทางอากาศ แสงสว่างไม่เพียงพอ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต
นอกจากนี้ การก่อสร้างจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งอุบัติเหตุและการร่วงหล่นของวัสดุ ขณะที่กระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการรับฟังความคิดเห็นยังไม่สะท้อนเสียงของผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง พร้อมตั้งคำถามถึงความสอดคล้องของโครงการกับนโยบายรัฐที่เน้นความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ยุติและทบทวนโครงการดังกล่าวโดยเร่งด่วน เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และยืนยันว่าหากเสียงของชุมชนยังถูกเพิกเฉย จะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิและคุณภาพชีวิตของตนเองต่อไป


ขณะที่ ตัวแทนจาก สร.กทพ. ได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตาม 5 ข้อเสนอ เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนดังนี้
- ชะลอโครงการทันที
- เปิดเผยข้อมูลทุกด้านอย่างโปร่งใส
- จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างมีความหมาย
- จัดทำ EIA ขึ้นใหม่ที่พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม
- พิจารณาทางเลือกการแก้ปัญหาจราจรที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ในเวทีมีกิจกรรมเปิดให้ชาวบ้านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ ผ่านการโหวตว่าเห็นด้วยหรือไม่กับโครงการทางด่วน 2ชั้น โดยผลปรากฏว่าประชาชนทั้งหมดลงมติไม่เห็นด้วยและไม่ต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว แต่ผลการรับฟังกลับไม่สอดคล้องกับความเห็นของชาวบ้านจากกว่า 20 ชุมชนที่โครงการพาดผ่าน โดยเสียงส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อผลกระทบในหลายด้าน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง มลพิษทางอากาศ สิ่งแวดล้อม เสียงรบกวน ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงความเสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหว และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่
สำหรับภาพรวมของเวที สส. สว. และพรรคการเมือง ยืนยันพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการทางด่วน 2 ชั้น รวมถึงการขยายสัมปทาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว นอกจากนี้ทุกฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันวางแผนเตรียมเข้าพบเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เรียกร้องพิจารณายุติโครงการ





