| Getting your Trinity Audio player ready... |

ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค แต่ “คนขายก็โดนเหมือนกัน” กรณีการหลอกซื้อขายสินค้าบนเฟซบุ๊ก สู่คำถามสำคัญว่า เมื่อผู้ใช้บริการโซเชียลมีเดียตกเป็นเหยื่อ แพลตฟอร์มควรมีบทบาทและความรับผิดชอบอย่างไร
สัปดาห์ที่ผ่านมา หญิงสาวรายหนึ่งออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ หลังลงทุนสั่งซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมผ่านกลุ่มซื้อ – ขายบนเฟซบุ๊ก หวังนำไปจำหน่ายต่อสร้างรายได้ แต่เมื่อพัสดุถูกส่งมาถึง สิ่งที่อยู่ในกล่องกลับไม่ใช่กระเป๋าตามที่ตกลงซื้อขาย แต่เป็น “นมเปรี้ยว” ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการโอนเงินซื้อสินค้าสูงกว่า 90,000 บาท และยังมีผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย
กรณีดังกล่าวผู้เสียหายตัดสินใจซื้อสินค้าหลังเห็นประกาศขายในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยผู้ขายเสนอราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด พร้อมส่งภาพ คลิปวิดีโอ และวิดีโอคอลให้เห็นสินค้าจริง อีกทั้งยังใช้บัญชีเฟซบุ๊กที่มีการเคลื่อนไหวตามปกติ นอกจากนี้เธอยังนำชื่อของผู้ขายไปค้นหาข้อมูลฉ้อโกงในเฟซบุ๊กแต่ไม่พบข้อมูล ทำให้ผู้เสียหายเชื่อมั่นและทยอยโอนเงินหลายครั้ง แต่เมื่อได้รับของและเปิดกล่องพัสดุ กลับพบว่าเมื่อ สิ่งที่ได้รับกลับเป็นนมเปรี้ยวแทนกระเป๋า ขณะที่ผู้ขายอ้างว่าจะทยอยคืนเงิน แต่ผู้เสียหายยืนยันดำเนินคดีตามกฎหมาย
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม แต่กรณีนี้สะท้อนปัญหาที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ นั่นคือ การหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งน่ากังวลเมื่อมิจฉาชีพสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างแนบเนียน จนผู้บริโภคที่ตรวจสอบข้อมูลในระดับหนึ่งแล้วก็ยังตกเป็นเหยื่อ
ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ความระมัดระวัง” ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นคำถามสำคัญว่า ในเมื่อการหลอกลวงเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แพลตฟอร์มควรมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่
“คนขายก็โดนเหมือนกัน” เพราะทุกคนมีโอกาสโดนหลอก
กรณีซื้อกระเป๋าแต่ได้นมเปรี้ยว อาจเป็นเพียงหนึ่งในข่าวที่ถูกนำเสนอโลกออนไลน์ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ผู้บริโภค แต่ “คนขายก็โดนเหมือนกัน” เพราะในความเป็นจริง ผู้บริโภคจำนวนมากต่างเคยเผชิญประสบการณ์ในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกซื้อสินค้า หลอกให้โอนเงิน โดยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางก่อเหตุ
สิ่งที่ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามเหมือนกัน คือ เหตุใดเมื่อการหลอกลวงเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้บริโภคกลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระในการรวบรวมหลักฐาน แจ้งความ และติดตามคดีด้วยตนเอง ขณะที่แพลตฟอร์มซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้ก่อเหตุ กลับมักอ้างสถานะว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” และปฏิเสธความรับผิดชอบ
นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “ฉันก็โดนเหมือนกัน” ที่สภาผู้บริโภคผลักดันเพื่อรวบรวมเสียงของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในระดับนโยบาย
ถึงเวลาทวงถามความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์ม
สภาผู้บริโภคเห็นว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ควรมีบทบาทเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ซื้อขาย แต่ควรมีหน้าที่ป้องกันและลดความเสี่ยงของผู้ใช้งาน ตั้งแต่การตรวจสอบตัวตนของผู้ขาย การเฝ้าระวังบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติ การตอบสนองต่อการแจ้งเหตุอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการร่วมรับผิดชอบและเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายจากการหลอกลวงบนระบบของตน
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายเท่านั้น แต่กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลด้วย โดยในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลนัดไต่สวนครั้งแรกในคดีที่สภาผู้บริโภคเป็นผู้แทนผู้เสียหายยื่นฟ้องบริษัท เมตา (Meta Platforms, Inc.) ผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงผ่านระบบของตน
คดีดังกล่าวจึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลควรมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากกว่าการเป็นเพียง “พื้นที่” สำหรับการซื้อขายหรือการสื่อสาร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สาวลงทุนซื้อกระเป๋ามาขาย สูญกว่า 9 หมื่น เปิดกล่องถึงช็อก เจอแต่นมเปรี้ยว
อ้างชื่อกูรูการเงิน อังกฤษ หลอกคน บทเรียนถึงไทย ฟ้องแพลตฟอร์ม – ธนาคาร
พอกันที! สภาผู้บริโภค เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก เปิด 8 ปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก



