Ribbon

วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’

Getting your Trinity Audio player ready...
วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’

วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี คือ “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) โอกาสสำคัญที่เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วโลกทั่วโลกจะออกมารณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค สำหรับปี 2569 สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อตอกย้ำว่าความปลอดภัยต้องเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตลาด ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาย้อนกลับไปเมื่อปี 2502 แนวคิดเรื่องสิทธิผู้บริโภคได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย จอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ก่อนจะกลายเป็นกระแสเคลื่อนไหวที่เกิดเป็นรูปธรรมเมื่อเครือข่ายภาคประชาชนรณรงค์และเรียกร้องสิทธิจนเกิดวันสิทธิผู้บริโภคสากลขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 มีนาคม 2526

ปัจจุบัน พลังของ “คนตัวเล็ก” ได้ถูกยกระดับผ่านสมาชิกกว่า 200 องค์กรใน 115 ประเทศ รวมถึงองค์กรผู้บริโภคในประเทศไทยอย่าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ร่วมกันสะท้อนและตอกย้ำว่าผู้บริโภคคือกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บ่อยครั้งกลับเป็นกลุ่มที่มีคนรับฟังเสียงน้อยที่สุด

สินค้าออนไลน์กับโจทย์ความปลอดภัยที่รอคำตอบ

15 มีนาคม 2569 “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) ในปีนี้ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)  ระบุว่า มีสินค้าที่ถูกสั่งห้ามจำหน่ายหรือเรียกคืนเนื่องจากอันตรายถึง 87% ที่ถูกนำกลับมาวางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงเป็นความบกพร่องในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางและในกลุ่มประเทศรายได้น้อย อีกทั้งยังเพิ่มความท้าทายในการจัดการขยะ และปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

หัวข้อหลักในการรณรงค์ขององค์กรผู้บริโภคทั่วโลกในปีนี้ จึงมุ่งผลักดันการลดช่องว่างทางกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าในระดับสากล โดยเชื่อมโยงกับความพยายามผลักดัน “มติสหประชาชาติว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าโลก” เพื่อให้ระบบนิเวศการค้าดิจิทัลไม่กลายเป็นช่องทางแพร่กระจายสินค้าด้อยคุณภาพที่กระทบทั้งชีวิตผู้คนและทรัพยากรของโลก

เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือการผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตและแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภคให้มีความรู้ เครื่องมือ และข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เสียหาย” ไปสู่ “ผู้บริโภคที่ตระหนักในสิทธิของตัวเอง”

เพราะท้ายที่สุด ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์นั้น ปลอดภัยต่อชีวิตอย่างแท้จริง

ไทยเดินหน้า สู่เป้าหมายสมาชิก OECD

สำหรับประเทศไทย หนึ่งในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของปี 2569 คือการสนับสนุนการยกระดับประเทศสู่การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับสูง

การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงสถานะเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการยืนยันว่าประเทศนั้นมีระบบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งด้านการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายสาธารณะ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าและบริการในตลาด

ทั้งยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศที่ยึดหลักนิติธรรมและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ในอีกมิติหนึ่ง มาตรฐานของ OECD ยังทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการพัฒนานโยบายภายในประเทศ การยกระดับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว จึงไม่เพียงตอบโจทย์ภายใน แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อประชาคมโลกว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ช่องว่างกฎหมายไทย กับข้อเสนอเพิ่มสิทธิผู้บริโภค

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้าไทยได้คือการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แม้ประเทศไทยจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาอย่างยาวนาน แต่สิทธิที่รับรองไว้ยังจำกัดเพียง 5 ประการ ขณะที่ในระดับสากล สหประชาชาติได้รับรองสิทธิผู้บริโภคพื้นฐาน 8 ประการตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย เช่น การบริโภคอย่างยั่งยืน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

จากช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ เพิ่มความหมาย “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” ให้เท่าทันยุคสมัย โดยเพิ่มนิยามของคำว่า “ผู้บริโภค” ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่ซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายต่อ และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจด้วย ส่วนคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” นั้นให้หมายความรวมถึง ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มนิยามของคำว่า “องค์กรผู้บริโภค” อีกด้วย

นอกจากนี้ยังเสนอให้ ขยายการรับรองสิทธิเป็น 10 ประการ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงจากตลาดดั้งเดิมสู่ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัล ครอบคลุมสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ สิทธิในการเลือกโดยเสรี สิทธิในความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ และสิทธิในความเป็นธรรมทางสัญญา ควบคู่กับการเน้นย้ำสิทธิในการได้รับความรู้เพื่อการบริโภคอย่างเท่าทัน การส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล การรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรผู้บริโภค การเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตลอดจนสิทธิในการได้รับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและการชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม

การขยายขอบเขตสิทธิเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มถ้อยคำในกฎหมาย หากเป็นการปรับโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เท่าทันโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากล ปี 2569 สภาผู้บริโภค ขอเชิญชวนผู้บริโภคติดตามงานภายใต้หัวข้อ “สินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์ม ต้องมีความปลอดภัยและมีมาตรฐาน” ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค และยูทูบ tccthailand


World Consumer Rights Day 2026 to focus on ‘Safe Products, Confident Consumers’

ปรับเพื่อเปลี่ยน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522