Ribbon

ยื่นนายกรัฐมนตรี ดันกฎหมาย 3 ฉบับ ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สภาผู้บริโภค ได้ยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 3 ฉบับ ถึงนายกรัฐมนตรี ร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. …. ร่างพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่สภาผู้บริโภคได้รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนกว่า 70,000 รายชื่อ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในปี 2567 ที่ผ่านมา แต่จากการประกาศยุบสภาในปี 2568 ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายต้องหยุดชะงัก ขณะที่ปัญหาของผู้บริโภคมีมากขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงาน สภาผู้บริโภค กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ สภาผู้บริโภคยืนยันขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับใหม่) พ.ศ. … , ร่างพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …เพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างเร่งด่วน และมีประกาศบังคับใช้ต่อไป เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

สำหรับกฎหมาย 3 ฉบับ มีความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาของผู้บริโภคที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย 1. ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ “เลมอนลอว์” มีความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้า รวมถึงการได้รับชดเชยหรือเยียวยา โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่ผู้บริโภคในการพิสูจน์ความเสียหายเอง

สำหรับร่างพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. … ที่สภาผู้บริโภคเสนอนั้นมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารให้ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิต การแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงผู้บริโภค โดยมุ่งทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อให้สามารถติดตามแหล่งที่มาของอาหารได้ การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการเฝ้าระวังความเสี่ยง พร้อมปรับปรุงบทกำหนดโทษและมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเหมาะสมกับมูลค่าความเสียหายในปัจจุบัน ร่วมป้องกันผู้กระทำความผิดและลดการเอาเปรียบผู้บริโภค

 “พระราชบัญญัติอาหาร ฉบับปัจจุบัน ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายไม่เท่าทันการจัดการปัญหา ไม่สอดคล้องกับวิถีการบริโภคอาหารของคนไทยในปัจจุบัน มีความซับซ้อนมากขึ้นและรูปแบบการโฆษณาสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตรายต่ออาหารไม่ปลอดภัยและโฆษณาที่เกินจริง” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว

ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. … ที่สภาผู้บริโภคเสนอนั้น มีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิผู้บริโภคให้เท่าทันต่อบริบทเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ร่วมเสริมสร้างภูมิต้านทานและอำนาจต่อรองให้แก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมมุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเยียวยาความเสียหายให้มีความรวดเร็วและเป็นธรรม ผ่านกลไกการไกล่เกลี่ยและการชดเชยที่เข้าถึงง่าย จึงช่วยลดปริมาณคดีและกระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาลที่เกินจำเป็นลงได้

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแลโฆษณาและการค้าออนไลน์ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ปิดช่องว่างไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบจากรูปแบบการค้าที่มีความซับซ้อนและใช้อัลกอริทึมในการนำเสนอสินค้าและบริการ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยขาดข้อมูลที่รอบด้าน พร้อมเสนอยกระดับสถานะองค์กรของผู้บริโภคให้มีบทบาทเชิงรุก เข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการข้อร้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อช่วยการแก้ไขปัญหาผู้บริโภคให้มีความคล่องตัวและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ตรงกับวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ที่กำหนดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน ของทุกปี ดังนั้นการนำเสนอ 3 ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

“สภาผู้บริโภค ขอให้นายกรัฐมนตรี ให้คำรับรองพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติอาหาร (ฉบับที่ … ) พ.ศ. …. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ … ) พ.ศ. …. และนำเข้าร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (ฉบับที่ …) พ.ศ. เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้มีมติเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศให้มีความเข้มแข็ง ร่วมลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว