
สภาผู้บริโภค แถลงผลงานต่อสภาผู้แทนราษฎร เผย 5 ปี ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงความเป็นธรรมกว่า 89,153 คน เยียวยาความเสียหายกว่า 870 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปราบภัยออนไลน์ ผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ขณะที่ สส. หลายพรรคหนุนเพิ่มงบและขยายเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค
วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) สภาผู้บริโภค นำโดย นาวสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค นางสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้เข้าแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2567 และปี 2568 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 28
ผลการทำงานตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ของสภาผู้บริโภค สะท้อนบทบาทการเป็น “ตัวแทนผู้บริโภค” ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือผู้เสียหายในชั้นศาล ผลักดันมาตรการแก้ปัญหาเชิงระบบ และขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ตลอดจนประกาศทิศทางการทำงานในปี 2569 ด้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองร่วมชื่นชมผลงาน และเสนอให้ยกระดับการทำงานเชิงรุก ขยายเครือข่าย และสนับสนุนงบประมาณ เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย
เปิดตัวเลขความสำเร็จ ประชาชนได้อะไรจาก สภาผู้บริโภค
บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภค ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิ การรับเรื่องร้องเรียน การช่วยเหลือด้านคดี การเสนอแนะนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภาตามที่กฎหมายกำหนด โดยปัจจุบันสภาผู้บริโภคมีองค์กรสมาชิก 376 องค์กร ครอบคลุม 62 จังหวัด หน่วยงานเขตพื้นที่ 4 ภาค และหน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคช่วยเหลือผู้บริโภคให้เข้าถึงความยุติธรรมได้แล้วกว่า 89,153 คน ดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภครวม 483 คดี และสามารถสร้างมูลค่าการชดเชยและเยียวยาให้ผู้บริโภคได้มากกว่า 870 ล้านบาท

ประธานสภาผู้บริโภคยังเน้นย้ำว่า จุดเด่นสำคัญของสภาผู้บริโภค คือการสามารถให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคในชั้นศาล รวมถึงกรณีที่ผู้บริโภคถูกฟ้องร้องโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่มีข้อจำกัดหากเรื่องเข้าสู่กระบวนการคดีความแล้วจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคได้
“เราแตกต่างจาก สคบ. ตรงที่ เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว สคบ. มีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ แต่สภาผู้บริโภคยังสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้บริโภคที่ถูกฟ้องโดยไม่เป็นธรรม และต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของผู้บริโภคได้” บุญยืน กล่าว
ปัญหาผู้บริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 17,028 เรื่อง และเพิ่มเป็น 23,703 เรื่อง ในปี 2568
สำหรับปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุดในปี 2567 ได้แก่ การซื้อสินค้าออนไลน์และการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ รองลงมาคือการทวงหนี้จากแอปเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรม และการหลอกลวงผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส (SMS) ส่วนในปี 2568 ปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่องและไม่ได้มาตรฐานยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ขณะที่ปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เร่งจัดระเบียบแล้ว แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนเดินเท้า รวมถึงการหลอกลวงผ่านเอสเอ็มเอส ที่ยังติดอันดับต้น ๆ ของเรื่องร้องเรียน

สารี กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สภาผู้บริโภคให้ความสำคัญ คือการดำเนินคดีต่อแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับผู้บริโภคจากการโฆษณาหลอกลวง โดยข้อมูลของสภาผู้บริโภคพบว่า 59% ของปัญหาภัยออนไลน์เกิดขึ้นผ่านเฟซบุ๊ก รองลงมาคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 15% และช่องทางอื่น ๆ เช่น ติ๊กต๊อก, เอ็กซ์, ไลน์ และ อินสตาแกรมส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 547 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานอื่น เช่น ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และหน่วยงานด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่พบแนวโน้มสอดคล้องกันว่าปัญหาส่วนใหญ่มีต้นทางจาก เฟซบุ๊ก
“แม้แพลตฟอร์มจะไม่ได้เป็นผู้สร้างข้อความหลอกลวงโดยตรง แต่ก็ได้รับรายได้จากโฆษณาที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม จึงควรมีความรับผิดชอบในการป้องกันและจัดการโฆษณาหลอกลวงอย่างจริงจัง” สารี กล่าว
ปัจจุบัน สภาผู้บริโภคได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อเรียกร้องให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายรวม 397 ล้านบาท พร้อมเสนอให้เร่งบังคับใช้มาตรการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาโดยเร็ว จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 180 วัน เนื่องจากระบบดังกล่าวมีการใช้งานอยู่แล้วในหลายประเทศ และการเร่งบังคับใช้จะช่วยลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้แพลตฟอร์มหลอกลวงผู้บริโภคได้
จากการแก้ปัญหารายเคส สู่ข้อเสนอนโยบาย
นอกจากการช่วยเหลือผู้บริโภคเป็นรายกรณีแล้ว สภาผู้บริโภคยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง อาทิ การชนะคดีช่วยเหลือผู้บริโภคที่ถูกดูดเงินจากบัตรเครดิตในจังหวัดสงขลาและร้อยเอ็ด การผลักดันให้ผู้บริโภคได้รับเงินคืนจากกรณีโทรศัพท์ Samsung ชำรุดบกพร่อง รวมถึงการผลักดันมาตรการ “เปิดก่อนจ่าย” เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงิน การเสนอแนวทาง “หน่วงเงินโอน” เพื่อลดความเสียหายจากมิจฉาชีพ การขับเคลื่อนโครงการ “รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” และการผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข “ปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย”
ในด้านการผลักดันกฎหมาย สภาผู้บริโภคได้รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระแรกรอการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ 2.ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมสิทธิผู้บริโภคไทยจาก 5 ข้อ เป็น 10 ข้อ เพื่อให้เท่าทันปัญหาที่เกิดขึ้น และเพิ่มสัดส่วนผู้แทนผู้บริโภคในคณะกรรมการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 3.ร่างพระราชบัญญัติอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบเรียกคืนอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกจากท้องตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปักหมุดอนาคต 2569 “ลดภัยมิจฉาชีพ – การศึกษาเท่าเทียม – เมืองปลอดภัย”
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 – 2569 สภาผู้บริโภคจะมุ่งลดความเสียหายจากภัยมิจฉาชีพ ผลักดันให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่มีใครถูกกีดกันเพราะปัญหาค่าใช้จ่าย ขยายเครือข่ายสมาชิกให้ครอบคลุมทุกจังหวัด และร่วมสร้างเมืองที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค
สารี กล่าวด้วยว่า แม้งบประมาณของสภาผู้บริโภคจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 127 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหลือ 116 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 แต่ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ทุก 1 บาทที่ภาครัฐสนับสนุนการดำเนินงานของสภาผู้บริโภค สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 5.57 บาท จึงหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถขยายการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เสียงสะท้อนจากรัฐสภา หนุนสภาผู้บริโภคเดินหน้าคุ้มครองสิทธิประชาชน
ภายหลังการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองได้ร่วมอภิปราย โดยส่วนใหญ่ชื่นชมการทำงานของสภาผู้บริโภคที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร พร้อมมองว่าเป็นองค์กรที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและเป็นที่พึ่งเมื่อประสบปัญหาการถูกเอาเปรียบในฐานะผู้บริโภค โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านคดี การผลักดันคดีแบบกลุ่ม และการขับเคลื่อนนโยบายจนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เสนอแนะให้สภาผู้บริโภคยกระดับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) และบิ๊กดาต้า (Big Data) มาวิเคราะห์ข้อมูลร้องเรียนเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย การบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การขยายเครือข่ายและหน่วยงานให้ครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การตรวจสอบฉลากสินค้า การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ การผลักดันระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลและระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภคในภาคการศึกษาและอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณและเสริมศักยภาพการทำงานของสภาผู้บริโภคให้เพียงพอ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลและสามารถรับมือกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



