Ribbon

ไม่ใช่คนรูด ไม่ต้องจ่าย ศาลยกฟ้องผู้บริโภคอีกราย! คดีบัตรเครดิตโดนดูด 1.1 แสน

นางสาวกรวิกา เวชภัทรหิรัญ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสมุทรสาคร พิพากษายกฟ้องผู้บริโภค หลังถูกบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ฟ้องให้ชำระหนี้ จากการที่ผู้บริโภคถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินสดจากบัตรเครดิต จำนวน 99,000 บาท ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นหนี้บัตรเครดิตทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดด้วยตนเอง

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ทำธุรกรรมบัตรเครดิต แต่ถูกมิจฉาชีพสวมรอยเป็นบริษัทขนส่ง แฟลช เอ็กซ์เพรส หลอกลวงผู้บริโภคว่าไม่สามารถจัดส่งพัสดุได้สำเร็จและจะคืนเงินให้ จากนั้นได้ส่งลิงก์ปลอมให้ผู้บริโภคกดตรวจสอบสถานะพัสดุ เมื่อผู้บริโภคกดลิงก์ดังกล่าวเชื่อมต่อไปในแอปพลิเคชันปลอมและได้กรอกข้อมูล มิจฉาชีพสวมรอยทำธุรกรรม
เบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตของผู้บริโภค และเงินจำนวนนั้นถูกโอนเข้ามาพักไว้ในบัญชีเงินฝากของผู้บริโภค ในวันเดียวกัน มิจฉาชีพแจ้งว่าจะคืนเงินค่าสินค้าและค่าประกันรวม 948 บาท ต่อมามิจฉาชีพอ้างว่าได้โอนเงินค่าสินค้าเกินและขอให้โอนเงินคืน ก่อนให้ผู้บริโภคจะเข้าไปตรวจสอบบัญชีเงินฝากแล้วพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ 40,000 บาท 40,000 บาท 19,000 บาท ผู้บริโภคจึงขอหักเงินจำนวน 948 ไว้ และโอนเงินที่เหลือทั้งหมดไปยังบัญชีของมิจฉาชีพหรือบัญชีม้า ส่งผลให้ผู้บริโภคตกเป็นหนี้บัตรเครดิตทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดด้วยตนเอง

เมื่อผู้บริโภคตรวจสอบ พบว่า เงิน 99,000 บาทที่โอนไปเป็นเงินสดที่ถูกเบิกถอนจากบัตรเครดิตที่ผู้บริโภคไม่ได้ทำรายการเอง อีกทั้งยังไม่ได้รับรหัสผ่านใช้งานครั้งเดียว หรือ โอทีพี (OTP) และไม่ได้รับข้อความแจ้งเตือนหลังมีการเบิกถอนเงินสดสำเร็จ ภายหลังเกิดเหตุผู้บริโภคได้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบและปฏิเสธรายการธุรกรรมทั้งหมด พร้อมทั้งแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่บริษัทบัตรเครดิตยังคงยืนยันให้ผู้บริโภครับผิดชำระหนี้ ต่อมา ได้ยื่นฟ้องผู้บริโภคเรียกเงินรวม 113,615 บาท รวมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากนั้นผู้บริโภคได้เข้ามาร้องเรียนกับสภาผู้บริโภค เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านกฎหมายและทนายความในการช่วยเหลือดำเนินคดี และในที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้บริโภค

ทั้งนี้ นางสาวกรวิกา ระบุว่า ศาลพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ลักษณะธุรกรรมดังกล่าวไม่ใช่การใช้บัตรเครดิตตามปกติ อีกทั้งบริษัทบัตรเครดิตดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบและแสดงให้เห็นได้ว่าผู้บริโภคเป็นผู้ทำรายการด้วยตนเอง โดยรูปแบบการกระทำเป็นพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่นำเงินเข้าบัญชีเหยื่อก่อนแล้วหลอกให้โอนไปยังบัญชีม้าในภายหลัง นอกจากนี้ยังพบว่าระบบของบริษัทบัตรเครดิตไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอ เนื่องจากสามารถทำธุรกรรมได้โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานเพียงบางส่วน และยังไม่สามารถตรวจจับหรือระงับธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติได้อย่างทันท่วงที แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นแนวปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจการเงิน แต่เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งมิจฉาชีพมีการพัฒนาวิธีการอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาตรการของบริษัทบัตรเครดิตมีลักษณะล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงในยุคดิจิทัล

“คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้บริโภคไม่ควรถูกผลักภาระความเสียหายจากภัยไซเบอร์เพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะทางด้านการเงิน ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยของระบบในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย” นางสาวกรวิกา ระบุ

นางสาวกรวิกา ให้ความเห็นอีกว่า ปัญหาการฉ้อโกงโดยมิจฉาชีพในปัจจุบันมีลักษณะไม่ต่างจากโรคระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องการจึงไม่ใช่เพียงการรักษาหรือเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ แต่ต้องการวัคซีนหรือมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่มีเครื่องมือหรือกลไกในการเข้าถึงหรือพัฒนาระบบป้องกันได้ด้วยตนเอง จึงต้องพึ่งพาสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตในการทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

“วันนี้เงินไหลออกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพแล้ว แต่การฟ้องร้องกลายเป็นเพียงการถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้รับภาระ และจะต้องรับภาระมากหรือน้อยเพียงใด ทั้งที่ความเป็นจริงควรหยุดวงจรได้ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการทำให้ระบบมีความปลอดภัยเพียงพอ เพื่อไม่ให้เงินของประชาชนไหลไปสู่มิจฉาชีพได้อีก” นางสาวกรวิกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคพบปัญหามิจฉาชีพหลอกโอนเงินบัตรเครดิต หรือปัญหาภัยออนไลน์ โทรอายัด แจ้งความ และติดต่อผ่านสายด่วนตำรวจไซเบอร์ หมายเลข 1441 รวมถึงขอคำปรึกษา และขอความช่วยเหลือด้านคดีกับสภาผู้บริโภค ผ่านช่องทางร้องเรียนของสภาผู้บริโภค เว็บไซต์ https://complaint.tcc.or.th/complaint