Ribbon

เสียงชุมชนสะท้อน ชมรมแพทย์ชนบท ช่วยรอด วิกฤตโควิด ปี 64

เสียงชุมชนสะท้อน ชมรมแพทย์ชนบท ช่วยรอด วิกฤตโควิด ปี 64

ย้อนกลับไปในปี 2564 ที่เกิดวิกฤตโควิด-19 กระทบทุกคน โดยเฉพาะผู้บริโภคตัวเล็ก ๆ ในชุมชนแออัดทั่วกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เผชิญแค่ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่คือการถูกผลักออกจากระบบการรักษาพยาบาลที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ในวันที่รายได้รายวันไม่พอแม้แต่จะซื้อชุดตรวจ ATK หรือหน้ากากอนามัย แต่คำแนะนำเดียวจากหน่วยงานรัฐคือให้อยู่บ้านและต้องรอคอยอย่างยาวนาน โดยร้ายแรงจนกระทั่งผู้คนจำนวนไม่น้อยที่จากไปก่อนความช่วยเหลือจะมาถึง

อีกทั้งกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องออกไปทำงาน ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในทุกวัน และยังมีผู้บริโภคจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่รู้และความกลัวในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางระบบสาธารณสุขที่ดูเหมือนจะเกินกำลังรับมือกับความเป็นจริงในชุมชนแออัด

ในสถานการณ์ที่ระบบส่วนกลางไม่อาจตอบสนองได้ทันท่วงที การเข้ามาของทีมแพทย์ชนบทที่นำโดย สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พร้อมการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน จึงเปลี่ยนชีวิตของผู้บริโภคจำนวนมากอย่างเป็นรูปธรรม แต่เพราะการตรวจที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าใครติด ใครไม่ติด ทำให้กล้าตัดสินใจแยกตัว กล้าป้องกันคนในบ้าน และหยุดการแพร่เชื้อในพื้นที่ที่เคยไร้ทางเลือก

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤต หนึ่งในชุมชนที่เผชิญความรุนแรงจากโรคระบาดกับ เคหะคลองเก้า เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ วงจันทร์ จันทรยิ้ม ผู้บริโภคที่อยู่ท่ามกลางวิกฤตนั้น เล่าว่า ชุมชนเป็นพื้นที่ชานเมืองที่มีผู้มีรายได้น้อยอาศัยอยู่มาก เมื่อเกิด วิกฤตโควิด ทุกอย่างกลายเป็นความโกลาหล ชาวบ้านต้องระดมเงินกันเองเพื่อซื้ออาหารดูแลคนที่กักตัว แม้จะพยายามช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ แต่ในความเป็นจริงกลับแทบไม่มียา ไม่มีอาหารเพียงพอ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอย่างหน้ากากอนามัย น้ำยาฆ่าเชื้อ ชุดตรวจโควิด หรือแม้แต่วัคซีน ก็กลายเป็นของหายากที่มีราคาสูงเกินเอื้อม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นรุนแรงถึงขั้นที่แทบจะหาสถานที่จัดงานศพให้ผู้ล่วงลับไม่ได้

วงจันทร์ ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ในช่วงวิกฤตนั้นไม่มีหน่วยงานรัฐไหนเข้ามาช่วยจัดการในพื้นที่เลย จนกระทั่งทีมแพทย์ชนบทได้เข้ามาตรวจคัดกรองให้ชาวบ้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ มีคนต่อคิวรอรับบริการนับพันคนต่อวัน การตรวจเชิงรุกครั้งนั้นทำให้ชาวบ้านรู้ว่าใครติดเชื้อและแยกตัวออกมาได้ทันเวลา หากไม่มีทีมแพทย์ชุดนี้ในวันนั้น ความสูญเสียในกรุงเทพฯ และปริมณฑลน่าจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า

“ย้อนกลับไปในปีนั้นหากไม่มีทีมแพทย์ชนบท ความสูญเสียคงจะมากกว่านี้หลายเท่า ในปัจจุบันเรารอด แต่แพทย์ที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชนกำลังถูกกล่าวหา ถูกลงโทษออกจากราชการเพราะจัดซื้อ ATK มาตรวจคัดกรองให้คนยากจน จึงขอตั้งคำถามว่านี่คือการลงโทษคนที่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่” วงจันทร์ กล่าว

การช่วยเหลือในหลายชุมชนที่ไม่ทั่วถึงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ นัยนา ยลจอหอ จากเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เล่าถึงประสบการณ์ในเขตดุสิตว่า การประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐในช่วงโควิดแทบไม่ได้รับคำตอบใดนอกจากให้ดูแลตัวเอง ขณะที่ชุดตรวจ ATK มีราคาหลักร้อยบาท ซึ่งสูงกว่าค่าแรงรายวันของชาวบ้านจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การที่ทีมแพทย์ชนบทลงพื้นที่ตรวจให้ฟรีถึงในชุมชน คือทางรอดของผู้บริโภคที่หาเช้ากินค่ำ และการทำงานของนายแพทย์สุภัทรและทีมงานในตอนนั้น เป็นการยึดเอาความอยู่รอดของผู้บริโภคตรงหน้าเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ประทับใจและรู้สึกว่าเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง    

ขณะที่ สมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนกลุ่มเพื่อนหมอสุภัทร ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงวิกฤตที่มีผู้เสียชีวิตกว่าสามหมื่นคนนั้น ภารกิจบุกกรุงของทีมแพทย์ชนบทสามารถคัดกรองผู้บริโภคได้รวมกว่าสามแสนราย ซึ่งถือเป็นการคุ้มครองสิทธิและเยียวยาผู้บริโภคโดยตรงในยามที่ระบบปกติไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาจึงช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในชุมชนแออัดได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ นพ.สุภัทร ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความมั่นคงในสิทธิของผู้บริโภคและระบบราชการไทย หากข้าราชการที่ทำงานด้วยความสุจริตและเลือกปกป้องชีวิตประชาชนมากกว่าระเบียบที่แข็งตัวต้องถูกลงโทษสถานหนัก ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของคนทำงานที่ตั้งใจปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และอาจทำให้เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการคนอื่น ๆ เลือกที่จะรักษาความปลอดภัยของตนเองด้วยการกอดระเบียบที่ล่าช้า มากกว่าจะยอมเสี่ยงออกมาคุ้มครองชีวิตผู้บริโภคที่กำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า

สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ผู้บริโภคต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังถูกตัดสิน ไม่ใช่แค่ชะตากรรมของแพทย์คนหนึ่ง แต่คือมาตรฐานของระบบสาธารณสุขที่ทุกคนต้องพึ่งพาในวันที่เกิดวิกฤตครั้งใหม่ หากกลไกการบริหารขาดความโปร่งใส หรือปล่อยให้อำนาจแทรกแซงเหนือหลักคุณธรรม ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมเป็นผู้บริโภค ที่อาจต้องเผชิญความไม่แน่นอน ความล่าช้า และความสูญเสียซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง