
มือถือระเบิด ไดร์เป่าผมไฟไหม้ เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บ สภาผู้บริโภคชี้ผู้ประกอบการต้องชดใช้ทั้งค่ารักษาพยาบาล ความเสียหายทางจิตใจ พร้อมคืนเงินค่าสินค้า
ที่ผ่านมา มีข่าวผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น ไดร์เป่าผมไฟลุก ปลั๊กพ่วงไฟไหม้ พาวเวอร์แบงก์ระเบิด โดยสินค้าเหล่านี้มักถูกซื้อมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์และส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายทั้งร่างกาย กระทบต่อจิตใจ รวมถึงกรณีร้ายแรงสุดที่มีผู้เสียชีวิต สภาผู้บริโภค แนะนำผู้ที่เลือกซื้อสินค้าจะต้องเก็บข้อมูลหลักฐานการซื้อไว้ทุกครั้งและผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบจากความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทั้งร่างกายและจิตใจ
นายสุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เมื่อนำไปใช้งานแล้วเกิดปัญหาร้ายแรง ที่มีการระเบิดหรือไฟไหม้ตามมา ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายจะต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้เท่านั้น โดยความรับผิดชอบของผู้ประกอบการจะครอบคลุมอย่างน้อย 3 ส่วน
ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ ค่าเสียหายทางจิตใจจากความหวาดกลัวหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงการคืนเงินค่าสินค้า หรือชดใช้มูลค่าสินค้าที่ชำรุด
“ที่ผ่านมา มีกรณีที่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ ไดร์เป่าผม พาวเวอร์แบงก์ หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เกิดเหตุระเบิด ช็อต จนก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้บริโภค สะท้อนถึงปัญหาสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดชอบโดยตรง เนื่องจากก่อให้เกิดความเสี่ยงถึงชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้ใช้” นายสุรกิจ กล่าว
ส่วนกรณีที่ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ปลอดภัยควรดำเนินการใน 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. เข้ารับการรักษาและขอใบรับรองแพทย์เพื่อเป็นหลักฐาน 2. เก็บหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่าย ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และสินค้าที่ได้รับความเสียหาย 3. แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ 4. ทำหนังสือแจ้งผู้ขายหรือผู้ประกอบการเป็นลายลักษณ์อักษร และ 5. หากไม่ได้รับการแก้ไข
สามารถร้องเรียนมาที่สภาผู้บริโภคได้
“แม้ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะใช้แนวทาง ให้เปลี่ยนเครื่องใหม่หรือเปลี่ยนสินค้าเมื่อเกิดปัญหาก็ตาม แต่ทั้งหมดไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบต่อความเสียหายต่อร่างกายของผู้บริโภคที่ต้องดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติม” นายสุรกิจ กล่าว
นายสุรกิจ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาค่าเสียหายและสามารถเข้ามาร้องเรียนที่สภาผู้บริโภค ที่จะช่วยเหลือตั้งแต่ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยไปจนถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล
ซึ่งหากเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลแล้ว ผู้ประกอบการอาจต้องชำระทั้งค่าเสียหายต่อผู้บริโภค
และ “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” เพื่อป้องปรามและยกระดับความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของสินค้า
ไม่ให้เกิดเหตุต่อเนื่องกับผู้บริโภครายอื่น ๆ อีก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชํารุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ… หรือ ร่างกฎหมายเลมอน ลอว์ เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่องและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคในการใช้สินค้ามากขึ้น โดยมีการรับรองสิทธิของผู้บริโภคทั้งกรณีขอซ่อม ขอเปลี่ยนขอลดราคา ขอเลิกสัญญา และขอปฏิเสธชําระค่างวดผ่อนสินค้าได้หากพบความชํารุดบกพร่องของสินค้า
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันข้อเสนอนโยบายเรื่องการยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM : e-Know Your Merchant) ที่กำหนดให้แต่ละแพลตฟอร์มต้องจัดทำระบบการซื้อขายและลงทะเบียนผู้ขาย ซึ่งข้อมูลหน้าร้านในแต่ละแพลตฟอร์มต้องแสดงข้อมูลชัดเจน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร หมายเลขจดทะเบียนหรือจดแจ้งที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ และตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้า สำหรับร้านค้าที่ขายสินค้าควบคุมต้องแสดงฉลากที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (ตรา มอก.) หรือ เครื่องหมาย อย. เพื่อยืนยันมาตรฐานสินค้าและป้องกันสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค



