Ribbon

พอกันที! สภาผู้บริโภค เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก เปิด 8 ปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก

พอกันที! สภาผู้บริโภค เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก เปิด 8 ปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก

สภาผู้บริโภคประกาศ เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก (Facebook) จากกรณีที่แพลตฟอร์มนี้ปล่อยให้มีโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความพยายามสกัดกั้น จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของเหยื่อเป็นจำนวนมาก แม้สภาผู้บริโภคได้ใช้ความพยายามเจรจาขอให้เฟซบุ๊กบล็อกโฆษณาหลอกลวงไม่ให้ปรากฎบนแพลตฟอร์มมากว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม โดยโฆษณาลวงเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยมีต่อแพลตฟอร์มนี้ที่เป็นเหมือน “เพื่อนสนิท” มามากกว่าสองทศวรรษ

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว ทำไมต้องฟ้องเฟซบุ๊ก ประกาศเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับ บริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งรวมทั้งการเสียชีวิตของเยาวชนที่สูญเงินจากการโดนหลอกให้ซื้อสินค้าจากมิจฉาชีพ

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2567 – เดือนมีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน กรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือ ได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามโฆษณา ทั้งหมด 6,164 เรื่อง โดยเป็นความเสียหายที่มาจากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก จำนวน 3,793 เรื่อง ทั้งกรณีสั่งของแล้วไม่ได้ของ จ่ายเงินลงทุนแล้วเงียบหาย ถูกแอบอ้างชื่อและรูปไปเปิดเพจปลอม จนถึงเพจที่ตั้งใจเปิดมาเพื่อหลอกขายของโดยเฉพาะ โดยความเสียหายดังกล่าวไม่สามารถตามหาผู้รับผิดชอบได้

“ผู้บริโภคไทยถูกทำให้กลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความเสียหาย คนหนึ่งถูกหลอกเงินเก็บทั้งชีวิต อีกคนถูกหลอกจนต้องเป็นหนี้ แต่แพลตฟอร์มยังเก็บค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าทุกวินาที วันนี้เราจึงต้องลุกขึ้นมาพูดให้ดังว่า ‘พอกันที’” บุญยืน กล่าวและว่า สภาผู้บริโภคได้มีความพยายามติดต่อบริษัท เมตา ในต่างประเทศ และสำนักงานในไทยเพื่อให้เฟซบุ๊กมีมาตรการสกัดกั้นมิจฉาชีพที่ซื้อพื้นที่ในเฟซบุ๊กเพื่อใช้ในการโฆษณาลวงในรูปแบบต่าง ๆ กันมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี แต่ถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการหลอกลวงดังกล่าว 

บุญยืน เน้นว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้อยู่ในทุกกลุ่มอาชีพและระดับการศึกษา ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ไม่ทันเกม หรือไม่ระวังตัว ในบรรดาผู้ที่เดินเข้าไปแจ้งความร้องเรียน มีทั้งอาจารย์ แพทย์ ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านธรรมดา สิ่งที่ทำให้พวกเขาหลงเชื่อ ไม่ใช่ความประมาท แต่คือความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทุกคนใช้และวางใจว่าผ่านการคัดกรองมาแล้ว “ไม่มีใครคิดว่าแพลตฟอร์มระดับโลกจะปล่อยปละละเลยให้เกิดการหลอกลวงแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก”

ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชีเพื่อการใช้ในการเชื่อมต่อกับสังคมออนไลน์ที่เป็นที่รวมของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รวมทั้งการรับฟังข่าวสารและซื้อของออนไลน์ และด้วยความวางใจในแพลตฟอร์มนี้ ทำให้เมื่อโฆษณาสักชิ้นโผล่ขึ้นบนหน้าฟีด ผู้ติดตามแพลตฟอร์มจำนวนมากไม่เคยตั้งคำถามว่าเป็นโฆษณาปลอมหรือไม่ และมั่นใจว่าเฟซบุ๊กมีกระบวนการกลั่นกรองมิจฉาชีพไม่ให้มีพื้นที่ในแพลตฟอร์มนี้

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มให้เท่าเทียมสากล โดยเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การฟ้องร้องเฟซบุ๊กทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและจริยธรรม มี 8 ข้อ ดังนี้

1) ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขาดการคัดกรอง หรือจงใจเปิดรับรายได้ค่าโฆษณาที่หลอกลวง โฆษณาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายและก่อความเสียหายต่อผู้บริโภค

2) เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ทั้งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย. หรือไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไปจนถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา 

3) อัลกอริทึมชี้เป้าเหยื่อตรงกลุ่ม จนนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของแพลตฟอร์มถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ให้มิจฉาชีพยิงโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ที่สนใจเรื่องการลงทุน อัลกอริทึมจะป้อนเนื้อหาและโฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเข้าสู่หน้าฟีดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในจำนวนนั้นมีโฆษณาหลอกลวงปะปนอยู่ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่สนใจสุขภาพก็จะได้รับโฆษณาอาหารเสริมและยาที่ไม่ผ่านมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม การยิงเนื้อหาโฆษณาดังกล่าวนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรง โดยพบกรณีผู้เสียหายที่เห็นโฆษณาชวนลงทุนซ้ำ ๆ บนหน้าฟีดจนหลงเชื่อ ตัดสินใจนำเงินไปลงทุน และเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจนสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด ก็เกิดความเครียดสะสม หรือเป็นโรคซึมเศร้าจนตัดสินใจจบชีวิตตนเอง สะท้อนว่าผลกระทบจากการที่แพลตฟอร์มปล่อยให้อัลกอริทึมทำงานร่วมกับโฆษณาหลอกลวง ได้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางสังคมและชีวิตของประชาชนแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

4) หากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติให้โฆษณา หรือ Sponsored Post ของกลุ่มมิจฉาชีพเข้าระบบ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และขายสินค้าทิพย์ การรับเงินค่าโฆษณาโดยไม่กลั่นกรอง จึงเข้าข่ายการมีส่วนได้ส่วนเสียจากเม็ดเงินที่หลอกลวงประชาชน

5) ระบบยืนยันตัวตนล้มเหลว แพลตฟอร์มเปิดช่องให้มีการเปิดเพจหรือใช้บัญชี“อวตาร” สวมรอยแบรนด์ดังเพื่อยิงโฆษณา โดยไม่มีกลไกตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดการฉ้อโกง ผู้บริโภคและพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้

6) อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย หรือ Regulatory Arbitrage โดยเฟซบุ๊กใช้สถานะทุนข้ามชาติหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายไทย กล่าวคือ จดทะเบียนในประเทศไทยเพียงในฐานะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่ซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ จนเกิดปัญหาความเสียหายจากการซื้อขายออนไลน์ตามมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ 2 ก็ยังไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายหรือเอาผิดแพลตฟอร์มได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การจดทะเบียนในสถานะที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริง ยังส่งผลให้เฟซบุ๊กปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม โดยอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีรายได้มหาศาลจากค่าโฆษณาในประเทศไทย แต่เฟซบุ๊กกลับโอนรายได้ไปเสียภาษีให้กับประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ และไม่เสียภาษีในประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจะได้รับจากการที่แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจและสร้างผลกระทบในประเทศ

7) ไร้ระบบปกป้องผู้ซื้อและการเยียวยา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันผู้บริโภคที่เพียงพอ ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ศูนย์เอซีเอสซี (ACSC: Anti Cyber Scam Center) ระบุว่า ผู้บริโภคควรใช้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง หรือ Escrow System กักเงินไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการซื้อของไม่ได้ของ แต่เฟซบุ๊กไม่มีระบบดังกล่าว และไม่มีมาตรการเชิงป้องกันอื่นใดที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเกิดความเสียหาย ปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงอย่างไร้การควบคุม และเมื่อเกิดการทุจริต มิจฉาชีพปิดบัญชีหนี โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ

8) พฤติกรรมสองมาตรฐาน (Double Standard) และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทย ในสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย เมตา ยอมปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงโทษปรับ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เข้าข่ายเลือกปฏิบัติและละเลยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคไทย

สารี กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาโกยกำไรค่าโฆษณาปีละกว่าหมื่นล้านบาท โดยทิ้งความเสียหายไว้ให้ประชาชนแบกรับ ในเมื่อมาตรการขอความร่วมมือจากภาครัฐที่ผ่านมาไม่ได้ผล สภาผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางศาลขับเคลื่อนเชิงรุก เพื่อบีบให้เมตา หรือ เฟซบุ๊ก ปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบ 100% และร่วมชดใช้เยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล

พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคได้เปิดตัวแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก เชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ก้าวออกมา ร่วมแชร์ประสบการณ์เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงที่แพลตฟอร์มยอดนิยมระดับโลกกลับเมินเฉยต่อความเสียหายของผู้ติดตามเฟซบุ๊ก โดยร่วมกดดันทางสังคมให้บริษัทเมตา ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย

หลังจากนั้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจะยื่นฟ้องร้องเฟซบุ๊กต่อศาลแพ่ง ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก  และในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จะมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังเสียงของผู้เสียหายจากเฟซบุ๊กและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้ง