
สภาผู้บริโภค ห่วง “หนี้อายุน้อย” พุ่ง เจนซีหนี้สินบาน เชื่อรีวิว แห่ช้อป สร้างหนี้เพิ่ม เร่งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับแพลตฟอร์ม อุดช่องโหว่ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) หวั่นซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนไทย
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตส่งสัญญาณอันตราย จากการเปิดเผยรายงานล่าสุด พบว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สิ่งที่น่ากังวล คือ หนี่งในกลุ่มคนอายุน้อยที่มีสัดส่วนหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น เจนซีหนี้สินบาน อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับข้อมูลจากเครดิตบูโรที่พบว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 หนี้บัตรเครดิตของกลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้น 13.5% และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 11.5% สูงสุดเมื่อเทียบกับทุกช่วงอายุ ปัจจัยสำคัญที่เร่งการก่อหนี้คือ อิทธิพลการชักชวนของอินฟลูเอนเซอร์และเทรนด์การช๊อปออนไลน์ที่ก่อหนี้ได้อย่างสะดวกง่ายดาย สภาผู้บริโภคเร่งสร้างพื้นความรู้ปลอดหนี้ตั้งแต่ชั้นประถม
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากพฤติกรรมการบริโภคในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ที่ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่าน “ความเชื่อ” จากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งจากงานศึกษาพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนรุ่นใหม่ปี 2568 (Visa Gen Z Decoded 2025) จัดทำโดยผู้ให้บริการเครือข่ายระบบชำระเงินระดับสากลอย่างวีซ่า (Visa) ระบุว่า ผู้บริโภคไทย 58% เชื่อถือคำแนะนำจากครีเอเตอร์ที่ติดตาม และ 50% มีทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์ที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มอย่างยูทูบ (YouTube), ติ๊กต๊อก (TikTok) และ เฟซบุ๊ก (Facebook)
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ความบันเทิง แต่กลายเป็น “ตัวเร่งการตัดสินใจใช้จ่าย” ที่มีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน
เจนซีหนี้สินบาน เตือน “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ลามในเด็ก
นฤมล เมฆบริสุทธิ์ อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค และรองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later: BNPL) กำลังขยายตัวในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างน่ากังวล เนื่องจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่มีกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) จำนวนมากเปิดให้ใช้บริการผ่อนชำระการซื้อสินค้า โดยไม่ได้กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อหอย่างชัดเจน
“ทุกแพลตฟอร์มมีระบบผ่อนชำระ แบ่งจ่าย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ แต่คำถามคือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้” นางนฤมล กล่าวและว่า บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ในแพลตฟอร์มซื้อ – ขายสินค้า มีช่องโหว่ที่สำคัญคือ การที่บริการลักษณะนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเข้มงวดเทียบเท่าสินเชื่อในระบบ เช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการกำหนดอายุ รายได้ และคุณสมบัติผู้กู้ชัดเจน ส่งผลให้เด็กหรือเยาวชน ที่เพิ่งเริ่มมีรายได้ หรือไม่มีรายได้ สามารถตัดสินใจก่อหนี้ได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีอายุน้อย มีพฤติกรรมการใช้จ่ายตามกระแสอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการถูกชักจูงให้ลงทุนหรือใช้จ่ายเกินตัวได้ง่าย โดยแหล่งเงินมักมาจากครอบครัวที่ให้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ทำให้ภาระหนี้ไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวผู้ก่อหนี้เพียงลำพัง แต่ลามไปสู่ผู้ปกครอง และครอบครัว โดยหนี้ในกลุ่มอายุน้อยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจกลายเป็นปัญหาหนี้เสียในอนาคต หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
จี้รัฐเร่งกำกับแพลตฟอร์ม สร้างภูมิคุ้มกันการเงิน
นฤมล กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาหนี้ในกลุ่มเยาวชนและลดความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจไทย โดยมีข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- สร้างความรู้ทางการเงินทุกช่วงวัย โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจเรื่องการออม การใช้จ่าย และความเสี่ยงของหนี้สิน รวมถึงการรู้เท่าทันอิทธิพลของสื่อและกลุ่มเพื่อน
- กำหนดโครงสร้างแพลตฟอร์มเพื่อจำกัดการเข้าถึงของเด็ก โดยเฉพาะบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” และสินเชื่อดิจิทัล ควรกำหนดอายุขั้นต่ำและตรวจสอบรายได้ผู้ใช้บริการอย่างเข้มงวด เพื่อลดโอกาสการก่อหนี้โดยไม่มีความสามารถในการชำระ
- บูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ทั้งด้านการเงิน การศึกษา และดิจิทัล ให้ทำงานร่วมกันในระดับนโยบาย เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อรูปแบบบริการทางการเงินยุคใหม่
“หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาหนี้ในกลุ่มอายุน้อยอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย และกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” นฤมล กล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



