Ribbon

ดีอีรับลูก ยกเครื่อง กฎหมายแพลตฟอร์มสู้ภัยออนไลน์

ดีอีรับลูก ยกเครื่อง กฎหมายแพลตฟอร์มสู้ภัยออนไลน์

สภาผู้บริโภคเดินหน้ายื่นกระทรวงดีอีแก้ปัญหาภัยออนไลน์ ก่อนศาลนัดพิจารณาคดีฟ้องแพลตฟอร์มและธนาคาร ในวันที่ 3 ส.ค. นี้ ด้าน รมช.ดีอี ขานรับเร่งยกเครื่อง กฎหมายแพลตฟอร์มสู้ภัยออนไลน์ เพิ่มบทลงโทษ เตรียมเสนอร่างเข้าสภาสมัยประชุมหน้าเดือนสิงหาคมนี้

ภัยออนไลน์ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะวันที่ผู้บริโภคถูกหลอกโอนเงินเท่านั้น แต่ยังสร้างความเดือดร้อนในความพยายามติดต่อหลายหน่วยงานเพื่อให้ได้เงินคืน ซึ่งสะท้อนช่องโหว่ของระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือหรือเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาน สภาผู้บริโภคจึงเดินหน้าผลักดันให้การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เข้มงวดยิ่งขึ้น พร้อมสร้างกลไกเยียวยาที่เข้าถึงผู้เสียหายได้จริง

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคเข้าหารือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) เพื่อผลักดันแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และการสนับสนุนการดำเนินคดีคุ้มครองผู้บริโภค ก่อนที่ศาลแพ่งจะนัดพร้อมคู่ความในคดีที่สภาผู้บริโภคเป็นผู้แทนผู้เสียหาย 10 รายยื่นฟ้องแพลตฟอร์มและธนาคาร ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้

เร่งยกเครื่องกฎหมายแพลตฟอร์ม ให้มีทั้งควบคุมและบทลงโทษ

แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า กระทรวงกำลังเร่งปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ รวมถึงการปรับปรุง พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นเพียงการรับจดแจ้ง ให้มีทั้งการควบคุม กำกับดูแล และบทลงโทษที่เป็นตัวเงิน รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์ เพื่อให้มีการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งเป้าเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมหน้า

แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ที่ผ่านมากฎหมายดูแลแพลตฟอร์มของไทยยังไม่ลงลึกในเนื้อหาเกี่ยวกับการกำกับดูแลหรือการลงโทษแพลตฟอร์มเท่าประเทศเจ้าของแพลตฟอร์ม อีกทั้งหลายแพลตฟอร์มเข้ามาทำธุรกิจในไทยผ่านระบบตัวแทน ไม่ได้ตั้งบริษัทแม่ในประเทศ และเสียภาษีให้ไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ดังนั้น การแก้กฎหมายรอบนี้จึงต้องออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการดูแล การควบคุม และการจัดเก็บรายได้กลับคืนสู่สังคมไทย โดยไม่เจาะจงแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่กำกับที่รูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย แนน บุณย์ธิดา ระบุว่า กระทรวงดีอีฯ กำลังเร่งหาแนวทางคืนเงินที่อายัดไว้ได้ราวหมื่นกว่าล้านบาทให้กับผู้เสียหายให้ได้โดยเร็ว ผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center) หรือศูนย์เอโอซี (AOC) และทีมกฎหมายภายใต้ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ พ.ร.ก.บัญชีม้า ที่มีทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งตำรวจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ และ กสทช. ร่วมประชุมต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าหากผู้เสียหายแจ้งเหตุได้เร็วผ่านศูนย์ AOC จะช่วยให้การอายัดบัญชีและติดตามเส้นทางการเงินทำได้ทันท่วงทีมากขึ้น

ถึงเวลาแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนภาครัฐเต็มที่ในการแก้ไขและจัดทำกฎหมายใหม่ เพื่อลดปัญหาการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มเช่นเดียวกับหลายประเทศ ในฐานะหน่วยงานหน้างานที่รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้ข้อมูลและเป็นกำลังเสริมสำคัญให้กับการทำงานของภาครัฐ

สารี ระบุว่า ปัจจุบันเมื่อหลายหน่วยงานเรียกแพลตฟอร์มมาเจรจา แพลตฟอร์มมักปฏิเสธการจ่ายและอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง ทำให้เกิดช่องว่างในการเอาผิด สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินคดีในเชิงรุก เพื่อสร้างบรรทัดฐานความรับผิดของแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้เกิดการหลอกลวง

ด้าน ตัวแทนผู้เสียหายรายหนึ่งที่สูญเงินจากสแกมเมอร์ 165 ล้านบาท ร่วมสะท้อนในวงหารือว่า ที่ผ่านมาเมื่อเกิดความเสียหายจากภัยออนไลน์ ผู้บริโภคต้องเดินเรื่องหลายหน่วยงานและยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาเท่าที่ควร จึงหวังว่าการทำงานร่วมกันระหว่างสภาผู้บริโภคและภาครัฐครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบสนับสนุนผู้บริโภคที่ชัดเจนและเข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะการมีหน่วยประสานงานกลางที่ประชาชนติดต่อได้

4 ข้อเสนอ ปิดช่องภัยออนไลน์ตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอมาตรการเชิงนโยบายต่อกระทรวงดีอี เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันสถานการณ์ ดังนี้

1. เปิดทางให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง โดยขอให้หน่วยงานพิจารณาให้ผู้แทนสภาผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และคณะกรรมการตามกฎหมายป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในฐานะหน่วยงานหน้างานที่รับปัญหาจริงจากผู้บริโภค

2. คุมต้นทางที่โทรคมนาคม ผลักดันให้ กสทช. กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมตรวจจับ ระงับ และแจ้งเตือนข้อความแนบลิงก์และชื่อผู้ส่ง (Sender Name) ที่ยังปลอมแปลงได้ง่าย รวมถึงอุดช่องว่างการควบคุมผู้ประกอบการที่รับช่วงส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอส (SMS) ต่อ

3. เร่งออกมาตรการคุมแอปพลิเคชันเถื่อน ให้ ETDA เร่งออกแนวทางควบคุมแอปบนแอปสโตร์ (App Store) และเพลย์สโตร์ (Play Store) เพื่อสกัดแอปเงินกู้และแอปลงทุนเถื่อน โดยกำหนดให้แอปการเงินต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับก่อน พร้อมประสานแอปเปิลและกูเกิลให้นำแอปผิดกฎหมายออก (Take Down)

4. ตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น โดยให้แพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และธนาคารร่วมสมทบ เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้มีเงินดำรงชีพในระยะสั้น ระหว่างรอการติดตามคดี เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินหลักแสนหลักล้านแต่ได้รับเยียวยากลับมาเพียงเล็กน้อย และบางรายได้รับผลกระทบต่อชีวิต

นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเสนอให้มีการกำหนดหลักความรับผิดร่วม (Share Responsibility) อัตโนมัติ ตาม พ.ร.ก. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ให้มีความชัดเจนว่าแพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และธนาคาร ควรรับผิดชอบอัตโนมัติอย่างไรหรือมีต้องรับผิดชอบในสัดส่วนเท่าใด ให้เกิดมาตรการป้องกันภัยออนไลน์

ดีอีรับลูก มอบ ETDA ประสานงานต่อเนื่อง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอีมอบหมายให้ ETDA เป็นหน่วยประสานกลางระหว่างศูนย์ AOC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูเป็นรายกรณีว่าจะช่วยเหลือผู้เสียหายรายอื่น ๆ ที่ได้ร้องเรียนเข้ามาที่สภาผู้บริโภคนอกเหนือจากที่ฟ้องร้อง 10 รายได้บ้าง พร้อมเปิดทางให้สภาผู้บริโภคทำหนังสือระบุหมวดกฎหมายที่ต้องการปรับปรุง หรือยื่นแก้กฎหมายในนามภาคประชาชน เพื่อร่วมออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันสถานการณ์

สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่ เบอร์ 1502 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) หรือร้องเรียนที่เว็บไซต์ www.tcc.or.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง