ปัญหาอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ คือปัญหาเรื่องการเงิน การธนาคาร เช่น สัญญาการกู้ยืมเงินที่ไม่เป็นธรรม การทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถูกฉ้อโกงในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคดิจิทัล เงินหายไปจากบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ ถูกยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด นอกจากนั้น ยังมีปัญหาจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ ปัญหาเหล่านี้นับวันจะทวีความรุนแรงและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน สภาผู้บริโภค เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน ทั้งจากตัวผู้บริโภคเองที่ขาดความรู้ ความเข้าใจ ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน ปัญหาจากผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น
สภาผู้บริโภคจึงได้รวบรวมกรณีตัวอย่างปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค แนวทางการแก้ไข และองค์ความรู้สำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมีความเท่าทันในเรื่องการเงินและการธนาคาร แนวทาง นโยบาย กฎหมายการเงินการธนาคารในต่างประเทศที่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค รวบรวมไว้เป็นฐานความรู้เพื่อให้ผู้บริโภคศึกษา หยิบใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไปได้
ข้อเสนอนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง
การจัดการปัญหาแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์
สถานการณ์ การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ข้อเสนอปี 2565 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 1. สถานีตำรวจท้องที่ ต้องไม่ปฏิเสธการรับแจ้งความ เมื่อมีผู้ได้รับความเสียหาย รวมถึงกรณีทวงหนี้ผิดกฎหมาย 2. ควรสนับการป้องกันและปราบปรามที่รวดเร็ว เช่นการอายัดเงินหรือบัญชี 3. ควรมีการประสานงานร่วมกันระหว่างตำรวจท้องที่และตำรวจสืบสวน เพื่อจัดส่งหมายถึงธนาคารเพื่อระงับบัญชีได้ทันที 4. ขอให้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กับประชาชนทราบเรื่องคดีที่เกิดจากแอปพลิเคชั่นเงินกู้ผิดกฎหมาย กสทช. 1. มีมาตรการระงับการส่งข้อความ (SMS) ที่มีข้อความโฆษณาเชิญชวน หรือหลอกลวงให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ 2. ควบคุมแอปพิเคชันที่แฝงผ่านระบบเครือข่ายโทรคมานาคม ธปท. 1. ขอให้จัดตั้งหน่วยงาน One Stop Service รับเรื่องร้องเรียนปัญหาแอปพิเคชันเงินกู้ออนไลน์ 2. จัดทำฐษนข้อมูลของแอปฯเงินกู้ที่ขึ้นทะเบียนกับธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ 3. ให้ประสานไปยังธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อทบทวนความเข้มงวดของ KYC และ CDD บริษัทกูเกิล ฯ 1. ควรมีนโยบายและมาตรการคัดกรองแอปพิเคชัน และปิดกั้นการเข้าถึงแอปฯ ที่ผิดกฎหมายก่อนที่จะให้บริการดาวน์โหลดบน Play Store ข้อเสนอปี 2568 1. ขอให้ ธปท. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อออนไลน์ต้องขึ้นทะเบียน และให้อำนาจ ธปท. กำกับดูแลแอปเงินกู้ออนไลน์ พร้อมออกบทลงโทษต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม รวมถึงควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน2. ขอให้กระทรวงการคลังใช้อำนาจตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ออกประกาศให้ธปท. มีอำนาจกำกับดูแลการขึ้นทะเบียนแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ไม่ขึ้นทะเบียนไม่สามารถดำเนินกิจการให้กู้ยืมเงินผ่ายแอปพลิเคชันได้ และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และป้องกันการกู้ยืมเงินที่ผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ความคืบหน้า ปี 2566-2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)1….
หน่วงเงิน Slow payment หรือ Delayed Transaction
สถานการณ์ สถานการณ์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์บริการการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (PCT Police) ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 พบว่าเกิดคดีออนไลน์มากถึง 540,078 คดี และก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนมีมูลค่าร่วม 60,000 ล้านบาท โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการข่มขู่หรือหลอกลวงเพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีของมิจฉาชีพ แม้ ธปท. จะได้ออกแนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินและได้ยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินเพื่อจัดการบัญชีม้าและการมีผลิตภัณฑ์หรือบริการของสถาบันการเงินที่ดูแลให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า ธปท. ควรที่จะได้พิจารณาถึงมาตรการการหน่วงการจ่ายเงินเพิ่มเติมด้วย การดำเนินงาน ที่ TCC.นย.837/2567 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 เรื่อง ขอส่งข้อเสนอแนะและขอเชิญประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาผู้บริโภคจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า ประกาศ ธปท. ยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้า (30 มกราคม 2568) ธปท. ออก “ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยมาตรฐานและมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับสถาบันการเงิน” (โดยมีสาระหลักเกี่ยวกับการจัดการบัญชีม้า) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ธนาคารต้องนำไปปฏิบัติจริง สาระสำคัญประกอบด้วย
ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“SAWAD”)
สถานการณ์ จากการตรวจสอบของสภาผู้บริโภค พบว่าบริษัท ศรีสวัสดิ์คิดดอกเบี้ยโหด และบริษัทในเครือ มีการทำนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน มุ่งจุดประสงค์ให้ได้ดอกเบี้ยหรือค่าบริการอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด ทั้งคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมถึงการให้ลงลายมือชื่อบนกระดาษเปล่าโดยไม่แจ้งรายละเอียดแห่งสัญญากู้ ทำให้ถูกเก็บเงินค่าธรรมเนียมค่าบริการและอื่น ๆ โดยไม่แจ้งให้ผู้บริโภคทราบขณะทำสัญญา พร้อมส่งมอบเงินกู้ไม่ครบถ้วนโดยไม่แจ้งรายละเอียด อีกทั้งยังไม่ส่งมอบสัญญากู้ฉบับตัวจริง ตารางแสดงภาระหนี้สิน และใบเสร็จหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นหลักฐานและเพื่อการตรวจสอบ สำหรับพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกละเมิดสิทธิและได้รับผลกระทบทางการเงินที่ต้องรับภาระมากขึ้น มีผลเสียทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถชำระหนี้ต่อไป จึงเกิดผิดสัญญาเงินกู้ตามมา การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจาก สคบ. ได้ส่งเรื่องไปยังกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภคขอให้ดำเนินคดีอาญากับบริษัท ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 2014 จำกัด และบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวกในฐานความผิดไม่ส่งมอบสัญญากู้ยืมเงินให้กับผู้บริโภค ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือแจ้งกลับมายังสภาผู้บริโภคว่าได้รับคำร้องของสภาผู้บริโภคกรณี บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษแล้ว คดีพิเศษเลขที่ 47/2567 ความคืบหน้า
การเยียวยาความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงิน
สถานการณ์ จากข้อร้องเรียนของผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโลยีหรือภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงิน และถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการเยียวความเสียหาย ทำให้สภาผู้บริโภคต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายด้วยการฟ้องคดีให้กับผู้บริโภค รวมจำนวนทั้งสิ้น 14 คดี มูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,519,834.17 บาท เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ10 ฝากทรัพย์ หมวด 2 วิธีเฉพาะการฝากเงินมาตรา 672 ที่บัญญัติว่า “ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวน อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากต้องคืนเงินครบจำนวนเท่านั้น แม้เงินซึ่งฝากนั้นจะสูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดั่งว่านั้น” จึงสามารถสรุปได้ว่าธนาคารถือเป็นผู้ให้บริการทางด้านการเงิน มีหน้าที่ในการรับฝากเงิน ดูแลเงินของผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ใช้บริการรับฝากเงินของธนาคาร โดยเงินที่ฝากนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร และธนาคารสามารถบริหารจัดการเงินและนำไปลงทุนหรือบริหารเพื่อก่อให้เกิดรายได้จากเงินฝากของผู้บริโภคได้ หากกรณีเงินของผู้บริโภคหายออกไปจากบัญชี ธนาคารจึงถือเป็นผู้เสียหาย และธนาคารต้องรับผิดชอบในการคืนเงินตามสัญญาฝากเงินให้แก่ผู้บริโภคตามจำนวนเงินที่ได้หายออกไปจากบัญชี อีกทั้ง พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 3 กำหนดนิยามให้ “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” หมายความว่า “การกระทำหรือพยายามกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือโดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย หรือกระทำความผิดฐานฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ” ดังนั้น การที่เงินในบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากเงินเกิดสูญหายไปจากการกระทำ“อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามนิยามของมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดฯ จึงถือเป็นความเสียหายของธนาคารหรือสถาบันการเงินโดยตรง และจะต้องคืนเงินให้กับผู้บริโภคที่ฝากเงินและถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพให้ครบจำนวนดังเดิม การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า รอติดตามความคืบหน้า
มาตรการจัดการปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน
สถานการณ์ สถานการณ์ปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน มิจฉาชีพหรือผู้หลอกลวงมีรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลายและพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น หลอกลวงซื้อขายสินค้าที่ไม่ได้สินค้าหรือได้สินค้าไม่ตรงตามที่ต้องการซื้อ หลอกลวงให้โอนเงิน หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน หลอกลวงให้ลงทุน หลอกลวงทางโทรศัพท์ให้โอนเงินโดยทำเป็นขบวนการ (call center) การเปิดบริการเงินกู้ออนไลน์แต่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผู้บริโภคได้รับผลกระทบและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และผู้หลอกลวงได้โอนทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงผ่านบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลอื่นต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2565 ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจแห่งชาติพบว่า มีผู้แจ้งความทางออนไลน์เกี่ยวกับมิจฉาชีพหลอกลวงกว่า 140,000 คดี และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 66,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2566 คณะรัฐมนตรีได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 เพื่อป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน แต่สภาองค์กรของผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายนี้กำหนดไม่สามารถใช้บังคับได้จริง กล่าวคือ ธนาคารบางแห่งเมื่อผู้เสียหายได้แจ้งเหตุความเสียหายที่เกิดจากภัยทุจริตทางการเงินเพื่อให้พนักงานธนาคารระงับธุรกรรมทางการเงินชั่วคราวและแจ้งข้อมูลปัญหาไปยังธนาคารอื่นที่อาจจะมีการโอนเงิน แต่พนักงานธนาคารกลับไม่ยอมดำเนินการในทันที และให้ผู้เสียหายเจ้าของบัญชีต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อนภายใน 72 ชั่วโมงจึงจะทำการระงับธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว ทำให้เกิดความล่าช้าในการสะกัดกั้นมิจฉาชีพในการโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของธนาคารให้ระงับธุรกรรมทางการไว้ชั่วคราวได้ทันทีเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าของบัญชีที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง การดำเนินงาน สภาผู้บริโภคได้จัดเวทีความร่วมมือแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน เพื่อติดตามการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรของผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งสภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อมูลข้อคิดเห็นทั้งหมดจากเวทีดังกล่าว และจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. ธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.1 ขอให้ติดตามการทำหน้าที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566…
กรณีหุ้นกู้ STARK
สถานการณ์ จากสถานการณ์หุ้นกู้ STARK ของบริษัท สตาร์คคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่โปร่งใส เช่น สภาพการซื้อขายที่ผิดปกติ การนำเงินไปลงทุนในบริษัทต่างประเทศ การทำธุรกรรมต่างๆในต่างประเทศ การไม่ส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 หรือการส่งงบการเงินประจำปี 2565 ไม่ทันกำหนด การประกาศลาออกของกรรมการบริหารทั้งหมด การแต่งงบการเงิน การทุจริตภายใน การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่แจ้งข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญในการลงทุน ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นสถานะห้ามซื้อขายหุ้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบวงกว้างและอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน และสืบเนื่องไปถึงการจ้างงานได้ หากการระดมเงินทุนในลักษณะดังกล่าวมีความล้มเหลวและขาดความเชื่อมั่นจนกระทั่งบริษัทต่างๆ ต้องปิดกิจการ การดำเนินงาน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 สภาผู้บริโภคและผู้เสียหายกรณีหุ้นกู้ STARK จึงได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ก.ล.ต. เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบและขอให้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สภาผู้บริโภคเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบวงกว้างและอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน และอาจเกิดผลกระทบสืบเนื่องไปถึงการจ้างงานได้ หากการระดมเงินทุนในลักษณะดังกล่าวมีความล้มเหลวและขาดความเชื่อมั่นจนกระทั่งบริษัทต่างๆ ต้องปิดกิจการ ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจึงได้มีข้อเสนอแนะและมาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีหุ้นกู้ STARK ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. เสนอให้ ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์กำหนดมาตรการการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นโดยทางอ้อม ด้วยการให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นอยู่แล้ว เข้าซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทที่ต้องการจะเข้าตลาดหุ้น (Backdoor Listing) ให้รัดกุม ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทให้กับสาธารณะชน (Initial Public Offering : IPO) 2. ขอให้ ก.ล.ต. ดำเนินการตรวจสอบและหากพบการกระทำความผิดขอให้ลงโทษธนาคารกสิกรไทยและบริษัทในเครือ ในฐานะผู้ขายหุ้นกู้ STARK ให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อย…
กรณีบริการสินเชื่อที่มีที่ดินเป็นหลักประกันโดยไม่จดจำนอง
สถานการณ์ เนื่องจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบริการสินเชื่อที่มีโฉนดที่ดินเป็นหลักประกันโดยไม่จดจำนอง ของบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอปอเรช่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 2014 จำกัด ที่มีการทำสัญญาไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบผู้บริโภค ดังนี้ 1) ผู้ขอสินเชื่อไม่ได้รับเอกสารคู่สัญญา โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทอ้างว่าเป็นนโยบายของบริษัท 2) ขายประกันชีวิตและประกันวินาศภัยพ่วง โดยไม่ให้สิทธิผู้บริโภคในการปฏิเสธ 3) คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน 4) ได้รับเงินไม่ครบตามจำนวนที่ขอสินเชื่อ 5) โฆษณาว่าฟรีค่าธรรมเนียม แต่มีการเรียกเก็บ 6) บริษัทจำกัดการชำระเงินต้น ทำให้ผู้บริโภคต้องมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 7) กำหนดให้ผู้กู้ชำระเงินให้ครบภายใน 12 เดือน หากไม่สามารถชำระได้ จะให้ทำสัญญากู้ใหม่ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอีกครั้งหนึ่ง 8) เรียกเก็บค่าประเมินหลักประกัน เมื่อชำระเงินกู้ครบตามสัญญาแล้ว จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีบริษัทให้บริการสินเชื่อบ้านและโฉนดที่ดินโดยไม่จดจำนองหลายบริษัท เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน), บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน), บริษัท สบาย สบาย ลีสซิ่ง จำกัด และจากรายงานประจำปี 2564 ของบริษัท ศรีสวัสด์ คอเปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพียงบริษัททเดียว พบว่า มูลหนี้สินเชื่อหลักประกันโฉนดที่ดิน บ้าน และคอนโด สูงถึง 14,000 ล้านบาท…
กรณีสมาคมประกันชีวิตไทย ได้กำหนดแนวปฏิบัติการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยสุขภาพ สำหรับผู้เอาประกันที่ติดเชื้อไสรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของบริษัทประกันชีวิต
สถานการณ์ จากกรณีสมาคมประกันชีวิตไทย กำหนดแนวปฏิบัติการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยสุขภาพ สำหรับผู้เอาประกันที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของบริษัทประกันชีวิต ให้สอดคล้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์ในการให้คำแนะนำผู้ป่วยและการจัดบริการผู้ป่วยโควิด 19 แบบ Home Isolation ฉบับปรับปรุง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยให้กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และแนวทางปฏิบัติการส่งต่อหรือการเข้าเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยที่ป่วยเป็นโรคโควิด หากจะเบิกค่ารักษาพยาบาลและเงินชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาลหรือฮอสพิเทลได้ ต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อ ดังนี้ 1. เมื่อมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง 2. หายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ 3. Oxygen Saturation < 94% 4. โรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามดุลยพินิจของแพทย์ และ 5. สำหรับในเด็กหากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือทานอาหารน้อยลง หากผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยให้กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถเบิกค่ารักษาจากบริษัทประกันได้ ทั้งนี้ จะเริ่มใช้แนวปฏิบัตินี้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป การดำเนินงาน คณะอนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคารของ สอบ. จึงขอเสนอนโยบายหรือมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหากรณีสมาคมประกันชีวิตไทย กำหนดแนวปฏิบัติการให้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยสุขภาพ สำหรับผู้เอาประกันที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของบริษัทประกันชีวิต ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. บริษัทประกันภัยต้องใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับปี 2564 ในการเบิกค่ารักษาพยาบาล…
กรณีการเคลมประกันภัยโควิด-19
สถานการณ์ สืบเนื่องจาก สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีประกันโควิด-19 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ถึง เดือนมกราคม 2565 เป็นจำนวน 1,069 เรื่อง โดยพบว่าเป็นกรณีร้องเรียนปัญหาถูกปฏิเสธการเคลมประกันภัยโควิด การจ่ายเงินตามสัญญาประกันล่าช้า ไม่ได้รับความสะดวกในการแจ้งเคลมประกัน การดำเนินงาน สอบ. จัดทำข้อเสนอแนะถึงเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. สอบ. ขอสนับสนุนการยืนยันไม่ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2564 ลงวันที่ 12 เมษายน 2564 และคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 เนื่องจากเป็นคำสั่งที่เป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ดำเนินการออกโดยถูกต้อง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้เอาประกันโดยรวม สอบ. เห็นว่าการออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 เป็นการกระทำที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และเป็นคำสั่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยรวม 2. ขอให้ คปภ. มีบทลงโทษขั้นสูงสุดต่อบริษัทประกันที่พฤติกรรมเข้าข่ายประวิงการจ่ายเงินและฝ่าฝืนต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศ คำสั่งของ คปภ. 3. ขอให้ คปภ. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการแก้ไขปัญหาการยืนยันตัวผู้ป่วยที่มีความจำเป็นในกรณีได้รับรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือในศูนย์ของชุมชน (Community Isolation) 4. ขอให้ คปภ. ใช้อำนาจในฐานะนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ออกประกาศสถานะกองทุนของบริษัทต่าง ๆ และจัดลำดับเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันภัย ความคืบหน้า อยู่ระหว่างการติดตามข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอต่อปัญหาการปล่อยสินเชื่อออนไลน์
สถานการณ์ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งการซื้อสินค้าออนไลน์ การชำระเงินออนไลน์ หรือแม้แต่การกู้เงินออนไลน์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาและก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และการเท่าทันต่อความไม่ปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเป็นจำนวนมากใช้ช่องโหว่จากความไม่รู้ของผู้บริโภคแสวงหาผลประโยชน์จากผู้บริโภคอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (Peer to peer lending : P2P) ขณะที่ ในประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการเก็บสถิติจำนวนเรื่องร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ หากแต่ปรากฏข่าวพบผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยถูกเอาเปรียบจากการปล่อยเงินกู้ผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น NEGU, NICE LOAN, CASH CARD, CASH LOAN เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด การทวงหนี้ที่มีการคุกคามและข่มขู่ประจาน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในมือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต ถึงแม้ว่าผู้กระทำการเหล่านี้จะถูกจับและดำเนินคดีบ้างแล้วก็ตาม แต่ยังมีแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น ชักชวนให้กู้ยืมเงิน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจที่ปล่อยสินเชื่อเหล่านี้ บางส่วนยังไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทำบริการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิเป็นจำนวนมาก การดำเนินงาน จากปัญหาข้างต้น สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริโภค ในการใช้บริการสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือที่กระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค และคณะอนุกรรมการด้านการเงินการธนาคาร สภาผู้บริโภคจัดเวทีสร้างความร่วมมือด้านการควบคุม กำกับแอปพลิเคชันเงินกู้กับหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย และกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจัดทำข้อเสนอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า หน่วยงานตอบกลับสภาผู้บริโภค ได้แก่1) สำนักงาน กสทช. (25 มีนาคม 2565)2) ธนาคารแห่งประเทศไทย (11 เมษายน 2565)3) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม…













