Ribbon

เปิดโอกาส ฟื้นธรรมาภิบาล กสทช. หลังปม ‘สรณ’ มีลักษณะต้องห้าม

ปม ‘สรณ’ มีลักษณะต้องห้าม เปิดโอกาส ฟื้นธรรมาภิบาล กสทช.

หลังกรรมการสรรหามีมติ 4 ต่อ 0 ว่า ‘นพ.สรณ’ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ‘ภคมน หนุนอนันต์’ มองว่า มติดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของตำแหน่งประธาน กสทช. และเป็นโอกาสให้สำนักงานและคณะกรรมการ กสทช.กลับมาจัดการเรื่องภายในให้ถูกต้อง โปร่งใส และประชาชนตรวจสอบได้

ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสภาผู้บริโภคว่า มติครั้งนี้เป็นการเริ่มนับหนึ่งให้สังคมได้รับรู้ว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า ตำแหน่งประธาน กสทช.มีอำนาจหน้าที่และมีความสำคัญอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า เหตุใดกรรมาธิการและสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ เมื่อมีมติจากคณะกรรมการสรรหาฯ ออกมา สื่อมวลชนและสังคมได้ให้ความสนใจกับบทบาทของประธาน กสทช.มากขึ้น รวมถึงเห็นความสำคัญของกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

“อย่างน้อยมติครั้งนี้เป็นการเริ่มนับหนึ่งให้สังคมได้รับรู้ว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น และทำให้สาธารณะเข้าใจมากขึ้นว่า ประธาน กสทช. มีความสำคัญอย่างไร ทำไมคุณสมบัติจึงต้องได้รับการตรวจสอบและทำให้ตรงไปตรงมา” ภคมน กล่าว

เริ่ม “ฟื้นธรรมาภิบาล กสทช.”

ภคมนแสดงความเห็นว่า หลังมีมติออกมา สำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. เป็นผู้ที่ทราบว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นภายในองค์กรบ้าง ดังนั้น จึงควรใช้โอกาสนี้เริ่มจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกลไกและกฎหมายที่มีอยู่ รวมถึงการ ฟื้นธรรมาภิบาล กสทช. และความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจากภายในองค์กร

ส่วนการทบทวนมติหรือการตัดสินใจในอดีตที่ประธาน กสทช. มีส่วนลงคะแนนหรือใช้เสียงชี้ขาด รวมถึงการเยียวยาย้อนหลังต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. ควรพิจารณาว่า มีกลไกตามกฎหมายใดที่จะช่วยทำให้เรื่องต่าง ๆ กลับมาอยู่บนฐานที่ถูกต้องได้บ้าง ทั้งนี้ ภคมน กล่าวเพิ่มเติมว่า หากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. ล้าหลังหรือไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันก็ควรได้รับการปรับปรุง แต่หัวใจสำคัญยังอยู่ที่องค์กรต้องกล้าปรับปรุงตัวเอง และสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

เปิดรายงานประชุม ให้ประชาชนตรวจสอบได้

สิ่งหนึ่งที่ภคมนเห็นว่า กสทช. ควรเริ่มดำเนินการ คือการเผยแพร่รายงานการประชุมและข้อมูลการพิจารณาในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้ เพื่อให้สังคมตรวจสอบว่า กสทช. กำลังพิจารณาเรื่องใด และดำเนินการอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กสทช. หาได้ค่อนข้างยาก ทั้งที่องค์กรมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนมองเห็นการทำงานและการใช้จ่ายขององค์กร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้การทำงานของ กสทช. โปร่งใสมากขึ้น

จับตากระบวนการหลังมติ เดินหน้าตามกฎหมาย

สำหรับขั้นตอนหลังมีจากคณะกรรมการสรรหาฯ ภคมนกล่าวว่า กรรมาธิการจะติดตามว่ากระบวนการดำเนินไปตามกฎหมายและกรอบเวลาหรือไม่ หากกระบวนการยังเดินหน้าไปตามขั้นตอน ก็ถือว่ายอมรับได้ แต่หากมีมติออกมาแล้วกลับไม่มีการดำเนินการต่อ หรือมีความพยายามยื้อและชะลอกระบวนการ กรรมาธิการอาจต้องใช้กลไกที่มีอยู่ช่วยขับเคลื่อนต่อไป อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว ไม่น่าจะมีใครยื้อหรือชะลอกระบวนการออกไปอีก

เลือกคนใหม่ต้องตรงไปตรงมา ยึดประโยชน์ส่วนรวม

ภคมนให้ข้อมูลว่า การเลือกประธาน กสทช. คนใหม่จะเป็นการเลือกจากกรรมการที่มีอยู่ ส่วนการสรรหาบุคคลใหม่จะเป็นการสรรหากรรมการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในตำแหน่งที่ว่างลง ดังนั้น จึงฝากถึงกรรมการ กสทช. ชุดปัจจุบันว่า การเลือกประธานจากกรรมการด้วยกันเองไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนเสียงหรือความเป็นพวกเดียวกัน เพราะการมีเสียงสนับสนุนมากไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะมีธรรมาภิบาลหรือทำงานอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานควรเป็นผู้ที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และปกป้องทรัพยากร รวมถึงผลประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง เนื่องจาก กสทช.เป็นองค์กรที่การตรวจสอบจากภายนอกทำได้ยาก จึงยิ่งจำเป็นต้องมีผู้บริหารและกรรมการที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ส่วนผู้ที่จะเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และควรจัดการสถานะหรือบทบาทอื่นของตนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่เปิดช่องให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องการตีความคุณสมบัติขึ้นอีก

“ความชัดเจนและความตรงไปตรงมาคือสิ่งสำคัญที่สุด อย่างน้อยต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้ให้ได้ก่อน” ภคมน กล่าว พร้อมย้ำว่า เรื่องของ กสทช. ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การรับชมโทรทัศน์ การใช้บริการอินเทอร์เน็ต การมีทางเลือกของผู้ใช้บริการ ไปจนถึงการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของคนหูหนวกและคนพิการ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการจัดสรรทรัพยากรของ กสทช. ดังนั้น ประชาชนจึงควรสนใจและติดตามการทำงานของผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร ไม่ใช่เพราะบุคคลเหล่านั้นเป็นใคร แต่เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานและทางเลือกของผู้บริโภค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง