
ผลวิจัย ชี้ “เฟซบุ๊ก” เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงของผู้บริโภคไทย 54.9% เคยถูกหลอกลวง ฉ้อโกง และซื้อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่หนุนดำเนินคดีกับแพลตฟอร์ม พร้อมเสนอปฏิรูปกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล
งานวิจัยชี้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากที่สุด โดย 54.9 % ของผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดังกล่าวโดนหลอก และ 84.7% ของผู้ที่เสียหายไม่ได้รับเงินคืน แสดงถึงปัญหาหลอกลวงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ได้สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การเอาผิดแพลตฟอร์มยังคงเป็นเรื่องยากจากข้อจำกัดทางกฎหมาย
จากความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภค กับมหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศึกษาวิจัยเรื่อง “มาตรการการกำกับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทบต่อสิทธิผู้บริโภค : กรณีศึกษาเฟซบุ๊ก” ยังพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการดำเนินคดี และคณะวิจัยเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
การศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 ถึงเมษายน 2568 โดยใช้การศึกษาเอกสารกฎหมายและคำพิพากษาทั้งในและต่างประเทศ ผสมผสานกับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคจำนวน 288 คน จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 16 คน เพื่อสะท้อนทั้งมุมมองของผู้บริโภคและข้อจำกัดเชิงกฎหมายในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ
‘เฟซบุ๊ก’ แพลตฟอร์มหลอกลวงผู้บริโภคมากที่สุด
ผลการศึกษา พบว่า เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคเคยถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากที่สุดถึง 54.9% และมีผู้ตอบแบบสอบถาม 37.8% เคยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงหรือฉ้อโกงผ่านเฟซบุ๊กโดยตรง โดยปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านเฟซบุ๊กมากที่สุด ได้แก่ สินค้าไม่มีคุณภาพหรือไม่ปลอดภัย ข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง และการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงให้ซื้อสินค้าหรือบริการ โดยเฟซบุ๊กถือเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต
ทั้งนี้ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านเพจปลอมหรือเฟซบุ๊กแฟนเพจปลอม 28.8% รองลงมาเป็นการหลอกลวงผ่านกลุ่มในเฟซบุ๊ก 19.8% และการหลอกลวงจากบัญชีผู้ใช้โดยตรง เช่น หลอกให้รักเพื่อเอาทรัพย์สิน หรือชักชวนลงทุน 9%
นอกจากนี้ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ 84.7% ไม่ได้รับเงินคืน หลังถูกหลอกลวง และ 63.6% ไม่เคยร้องเรียนต่อเฟซบุ๊ก เนื่องจากเห็นว่ามูลค่าความเสียหายไม่สูงมาก ขณะที่ 69.8% เห็นว่าเฟซบุ๊กควรมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และ 78.1% สนับสนุนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเฟซบุ๊ก ในกรณีปล่อยให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางหลอกลวงผู้บริโภค
งานวิจัยยังพบว่า ผู้บริโภคทุกกลุ่มมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศ ระดับการศึกษา หรือรายได้ใดก็ตาม แต่กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้เกษียณอายุ และผู้ที่ใช้งานเฟซบุ๊กเป็นประจำ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบมากที่สุดคือการใช้เพจปลอมหรือเฟซบุ๊กแฟนเพจปลอมแอบอ้างเป็นร้านค้า หน่วยงาน หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง
ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ คณะผู้วิจัย กล่าวว่า ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้กระทำผิดรายบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่
“ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าเฟซบุ๊กควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในประเทศไทย จากการปล่อยปละละเลยให้มิจฉาชีพหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สุจริตใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางในการหลอกลวงผู้บริโภค สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้แพลตฟอร์มมีบทบาทในการป้องกันความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ดร.กฤษฎา กล่าว
ช่องว่างสำคัญ กฎหมายไทยเอื้อมไม่ถึงแพลตฟอร์มข้ามชาติ

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดในการดำเนินคดีกับเฟซบุ๊กในประเทศไทย คือ การที่บริษัทเมตา (Meta Platforms Inc.) ไม่มีสำนักงานสาขาหรือผู้แทนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ส่งผลให้การส่งหมายเรียก การดำเนินคดี และการบังคับตามคำพิพากษาเป็นไปได้ยาก
แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่กฎหมายเหล่านี้ยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่โดยตรง ทำให้การกำหนดความรับผิดของแพลตฟอร์มยังขาดความชัดเจน
“กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มในการแจ้งเตือนผู้ใช้งานถึงความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเตือนเรื่องเพจปลอม บัญชีปลอม หรือรูปแบบการหลอกลวงที่กำลังแพร่ระบาด ทั้งที่แพลตฟอร์มมีข้อมูลและศักยภาพมากพอที่จะดำเนินการได้” ดร.กฤษฎา กล่าว
เสนอปฏิรูปกฎหมาย กำหนดหน้าที่แพลตฟอร์มคุ้มครองผู้บริโภค
คณะผู้วิจัยเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อกำหนดหน้าที่และความรับผิดของแพลตฟอร์มดิจิทัลให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะการกำหนด “หน้าที่ในการแจ้งเตือน” (Duty to Warn) ให้แพลตฟอร์มต้องแจ้งเตือนผู้ใช้งานเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการฉ้อโกง การปลอมแปลงบัญชี หรือการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ศึกษาการกำหนดความรับผิดของแพลตฟอร์มในฐานะ “ผู้เห็นเหตุการณ์” (Bystander Liability) ในกรณีที่แพลตฟอร์มรับรู้ถึงปัญหาหรืออันตรายที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเอง แต่ไม่ดำเนินการป้องกันหรือแก้ไขอย่างเหมาะสม
กำหนดแผน 3 ระยะ คุม ‘เฟซบุ๊ก’ ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับแนวทางผลักดันเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัล คณะผู้วิจัยเสนอแนวทางดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะสั้น : ใช้กลไกกฎหมายที่มีอยู่ดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย
สภาผู้บริโภคสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์ม โดยอาจดำเนินการได้ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีผู้บริโภค เพื่อผลักดันให้แพลตฟอร์มตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย
ระยะกลาง : สร้างกลไกความร่วมมือและแรงจูงใจ
ผลักดันให้ Meta จดทะเบียนประกอบธุรกิจหรือแต่งตั้งผู้แทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ สภาผู้บริโภค และแพลตฟอร์ม เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบบัญชีผู้ขาย การยืนยันตัวตน การปิดกั้นบัญชีมิจฉาชีพ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะยาว : ปฏิรูปกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล
ผลักดันการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ กำหนดหน้าที่และความรับผิดต่อผู้บริโภคอย่างชัดเจน รวมถึงพิจารณาให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากในประเทศไทยต้องมีผู้แทนหรือสำนักงานในประเทศ เพื่อให้การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลไม่อาจพึ่งพาการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นผู้ควบคุมพื้นที่และได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการใช้งานของประชาชน
“หากต้องการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่เข้มแข็ง ทันต่อเทคโนโลยี และสามารถทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น” ดร.กฤษฎากล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ทั่วโลกฟ้องเฟซบุ๊ก ปล่อยโฆษณาหลอกลวง ไทยยังไร้กฎหมายเอาผิด
พอกันที! สภาผู้บริโภค เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก เปิด 8 ปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก



