Ribbon

ค้านกู้ 1.5 แสนล้าน ชง ปฏิรูปพลังงาน ทั้งระบบ น้ำมัน – ไฟฟ้า – โซลาร์

Getting your Trinity Audio player ready...
ค้านกู้ 1.5 แสนล้าน ชง ปฏิรูปพลังงาน ทั้งระบบ น้ำมัน – ไฟฟ้า - โซลาร์

วันที่ 8 เมษายน 2569 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “ข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการสู่การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เพิ่มรายได้ – ลดรายจ่ายประชาชน เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม” โดยมีข้อเสนอหลักในการปฏิรูปการบริหารจัดการภาพรวมพลังงานทั้งประเทศ ทั้งน้ำมัน กองทุนน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน

ค้านกู้ 1.5 แสนล้าน แนะลดภาษี – คุมค่าการกลั่น แก้น้ำมันแพง

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ค้ำประกันเงินกู้จำนวน 1.5 แสนล้านบาทเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยราคาขายปลีก ซึ่งสภาผู้บริโภคขอแสดงจุดยืนคัดค้านการกู้ยืมเงินดังกล่าว เนื่องจากเป็นการผลักภาระหนี้สาธารณะให้ประชาชนแบกรับโดยไม่จำเป็น พร้อมเสนอให้รัฐ นำ “กำไรส่วนเกิน” ในระบบน้ำมันออกมาใช้ แทนการใช้เงินกู้มาอุดหนุนราคา

รสนาระบุว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ลาภลอย” ของโรงกลั่น ของโรงกลั่น ซึ่งเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากสภาวะสงครามโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม คิดเป็นจำนวนเงิน 34,000 ล้านบาท ดังนั้น เงินจำนวนดังกล่าวจึงควรถูกดึงกลับมาเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผ่านการจัดเก็บภาษีลาภลอย และการกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร โดยนำส่วนต่างมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น รวมถึงตรวจสอบและเรียกคืนกำไรจากการกักตุนของผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำเงินกลับเข้ากองทุนน้ำมันแทนการกู้เงินเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลใช้พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อเปิดทางให้สามารถเรียกคืนเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันที่ใช้อุดหนุนให้โรงกลั่นกลับมาเข้ารัฐได้ ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตที่บวกเข้าไปในราคาค้าปลีกน้ำมันหน้าปั๊ม เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ขณะเดียวกัน รสนายังเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ โดยแม้ยังอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ต้องตัด “ค่าพรีเมียม” ที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงออกไป พร้อมขอให้รัฐบาลทบทวนการชดเชยน้ำมันผสมเอทานอลและไบโอดีเซลในช่วงวิกฤต โดยย้ำว่าหากรัฐดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้ จะช่วยลดราคาน้ำมันได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน มากกว่าการใช้เงินกู้มาประคองราคาในระยะสั้น

“หากมีการควบคุมราคาตั้งแต่ต้นทาง ทั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ยังไม่รวมภาษีและค่าการตลาด ก็จะทำให้ไม่เกิดกำไรเกินควรในโครงสร้างราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันถ้าควบคุมต้นทางแล้ว แต่ราคาขายปลีกหน้า ปั๊มยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลควรพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์วิกฤตจะคลี่คลาย ทั้งนี้ การใช้กองทุนน้ำมันต้องไม่เป็นไปเพื่อชดเชยหรือค้ำประกันกำไรให้กับผู้ประกอบการ แต่ต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” รสนา ระบุ

เลิกอุดหนุนข้ามกลุ่ม ปฏิรูปพลังงาน ทั้งระบบ

รุ่งชัย จันทสิงห์ คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวถึงแนวทางปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบพลังงาน เริ่มจากการ “หยุดอุดหนุนข้ามกลุ่มเชื้อเพลิง” เช่น การนำเงินที่เก็บจากผู้ใช้เบนซินและดีเซล ไปอุดหนุนก๊าซธรรมชาติ และแยกบัญชีของแต่ละประเภทออกจากกันอย่างชัดเจน

“โครงสร้างปัจจุบันทำให้ผู้ใช้น้ำมันต้องแบกรับภาระแทนหลายกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม กองทุนไม่ควรถูกใช้เพื่ออุดหนุนข้ามประเภทเชื้อเพลิง หรือกลายเป็นเครื่องมือค้ำประกันกำไร แต่ต้องกลับมายึดประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก” รุ่งชัย ระบุ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือเป็น “อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม” โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยเหลือเฉพาะภาคส่วนที่จำเป็น เช่น ภาคขนส่ง แทนการตรึงราคาทั้งระบบซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการใช้เงินกองทุน และย้ำว่ากองทุนน้ำมันต้องไม่ถูกใช้เป็นกลไกหมกเม็ดต้นทุน หรือเป็นเครื่องมือประกันรายได้ให้กับโรงกลั่น

ส่วนข้อเสนอเรื่องการบริหารจัดการก๊าซหุงต้ม (LPG) นายรุ่งชัยเสนอให้ปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยยกเลิกการอิงราคาตลาดซาอุดีอาระเบีย และให้แยกการกำหนดราคาเป็นรายภาคส่วน โดยภาคครัวเรือนควรใช้ก๊าซจากอ่าวไทยในราคาต้นทุนต่ำ ขณะที่ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และปิโตรเคมี ใช้ราคาถัวเฉลี่ยจากแหล่งจัดหาต่าง ๆ พร้อมยกเลิกการชดเชยราคาโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน เพื่อไม่ให้เกิดภาระหนี้สะสมในระบบ

ชงปรับโครงสร้างค่าไฟ 4 มิติ ลดภาระประชาชน

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า สถานการณ์ค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นประเด็นใกล้ตัวประชาชน และจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างระบบไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยเสนอแนวทางบริหารจัดการค่าไฟฟ้าใน 4 มิติหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

ในมิติแรก เสนอให้ประเทศไทยมุ่ง “พึ่งพาตนเองด้านพลังงาน” ให้มากขึ้น โดยใช้ศักยภาพทรัพยากรภายในประเทศ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ก๊าซธรรมชาติ และแหล่งพลังงานอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก ขณะที่มิติที่สอง เน้นการเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (สมาร์ทกริด) และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และช่วยบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟในระยะยาว

สำหรับมิติที่สาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฎิรูป คือการปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้า โดยเสนอให้กลับไปใช้สูตรคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติแบบถัวเฉลี่ยจากทุกแหล่ง (pool gas) เพื่อให้เกิดต้นทุนที่เป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟทุกกลุ่ม ควบคู่กับการจัดลำดับการใช้ก๊าซในประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นลำดับแรก การทบทวนสัญญาโรงไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าความพร้อมจ่ายที่ผูกมัดการชำระเงินให้โรงไฟฟ้าเอกชนบางแห่งที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้า รวมถึงชะลอโครงการลงทุนที่ไม่จำเป็น เช่น การสร้างท่าเรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แห่งใหม่ ตลอดจนปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟตามช่วงเวลา (TOU) ให้สะท้อนต้นทุนจริง และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรกในระบบ

ขณะที่มิติที่สี่ เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงโครงสร้างตลาดไฟฟ้า เพื่อเพิ่มการแข่งขันและความโปร่งใส โดยเปิดทางให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีมากขึ้น เช่น ระบบเปิดเสรีให้ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ (Third Party Access: TPA) ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนระดับชุมชน และยกระดับธรรมาภิบาลในภาคพลังงาน เพื่อลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นธรรมต่อผู้บริโภคในระยะยาว

ดันเน็ตมิเตอริงลดค่าไฟ – เพิ่มพลังงานหมุนเวียน

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา “พลังงานไทยถอยหลัง” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนอยู่ในระดับเกือบต่ำที่สุดของโลก สะท้อนจากสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จาก 23% ในปี 2553 พุ่งขึ้นถึง 84% ในปี 2565 และแม้จะลดลงมาอยู่ที่ราว 50% ในปี 2568 ก็ยังถือว่าสูงมาก ทำให้ประเทศไทยเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานโลกและราคาที่ผันผวน

ทั้งนี้ เสนอว่าประเทศไทยต้อง “คิดใหม่ทั้งระบบ” โดยมีข้อเสนอหลัก 3 ด้าน ได้แก่ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ผลักดันการเปลี่ยนพลังงานทุกประเภทให้เป็นไฟฟ้า (electrification) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าในระยะยาว และยกระดับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงมาตรการเชิงสัญลักษณ์

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งมาตรการเชิงรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1 ล้านคัน ภายใน 4 ปี เพื่อลดการใช้น้ำมันและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงส่งเสริมโซลาร์รูฟ 2 ล้านหลังคาเรือน ภายใน 4 ปี โดยเปิดให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าจากหลังคาโซลาร์ได้ไหลย้อนกลับเข้าไปในระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องติดตั้งมิเตอร์เพิ่มเติมในช่วงแรก และในระยะถัดไปจึงค่อยสนับสนุนการติดตั้งแบตเตอรีเพื่อเก็บไฟไว้ใช้ในเวลากลางคืน

พร้อมกันนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลสามารถขยายพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าในประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ จะช่วยลดการนำเข้า LNG ได้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจต่อยอดสู่การส่งออกไฟฟ้าในอนาคต โดยย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ในการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่อง