| Getting your Trinity Audio player ready... |

“กาญจนบุรี เมืองที่เดินทางได้” สภาผู้บริโภค สานพลัง สสส. และ อบจ.กาญจนบุรี ชู EV Bus ต้นแบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น เชื่อมต่อชุมชน – โรงเรียน – โรงพยาบาล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมขยายบทเรียนสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ พัฒนาขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้
วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี (อบจ.กาญจนบุรี) จัดกิจกรรม “กาญจนบุรี เมืองที่เดินทางได้” สัมผัสประสบการณ์ EV Bus ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ภายใต้ “โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน”
นำคณะสื่อมวลชนและภาคีเครือข่ายลงพื้นที่เรียนรู้การบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) ต้นแบบการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น เส้นทางลาดหญ้า – ท่าม่วง พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการจริง หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และผลักดันให้เกิดการขยายผลโมเดลขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่นไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะทั้งในเมืองและต่างจังหวัดมีความสำคัญไม่ต่างกัน เพราะการเดินทางไม่ควรเป็นภาระของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ควรเกิน 10% ของรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ ประกอบกับการผลักดันบทบาทให้ท้องถิ่นจัดบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ
สารีกล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด มาจากผู้ประกอบการจำนวนมากประสบภาวะขาดทุน และขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ลดเที่ยววิ่งหรือยุติการให้บริการ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทางที่ไม่สะดวก
ดังนั้นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จึงเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่จัดบริการขนส่งสาธารณะให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้เนื่องจากโครงการรถ EV Bus ของ อบจ.กาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภค สสส. อบจ.กาญจนบุรี ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี
สารีระบุด้วยว่า รูปแบบการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของ อปท.ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบท เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.เชียงใหม่ ลงทุนจัดซื้อรถและบริหารจัดการเองทั้งหมด ขณะที่ อบจ.กาญจนบุรี ใช้วิธีเช่ารถและจ้างเอกชนเดินรถ ส่วน จ.ลำปาง เลือกสนับสนุนมาตรการค่าโดยสารคนละครึ่ง จึงต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่ด้วย
“ที่สำคัญโครงการ EV Bus ของ อบจ.กาญจนบุรี ได้นำข้อเสนอที่สภาผู้บริโภคเสนอไปพัฒนาต่อยอด จนสามารถกำหนดค่าโดยสารได้ในอัตรา 20 บาทต่อเที่ยว หรือไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ขณะที่กลุ่มเปราะบาง เด็ก นักเรียน นักศึกษา คนพิการ พระภิกษุ สามเณร เสียค่าโดยสารเพียง 10 บาทต่อเที่ยว โดยใช้งบประมาณลงทุนระยะแรกประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งท้องถิ่นก็ยินดีสนับสนุน เพราะมองว่าเป็นการลงทุนด้านงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคกล่าว
สารีกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีประสบความสำเร็จในการจัดบริการ Ev Bus ให้กับประชาชนจนมีผู้โดยสารเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมากต่อวันนั้น ทำ อบจ. และ อปท.หลายแห่งเดินทางมาศึกษาดูงานที่ อบจ.กาญจนบุรี เพื่อเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการ นอกจากนี้ จังหวัดต่าง ๆ ยังมีรายได้จากภาษีรถยนต์ที่สามารถนำมาพิจารณาจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
“การดำเนินงานใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภค และ สสส. ในการพัฒนาโครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นฯ เพื่อพัฒนาระบบบริการและรูปแบบการจัดบริการขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป โดยในอนาคตมีเป้าหมายที่จะขยายความร่วมมือไปยัง อบจ. และ อปท.อีก 35 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน” เลขาธิการสภาผู้บริโภคกล่าว

ด้าน นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า อบจ.กาญจนบุรี ได้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ในเส้นทางลาดหญ้า-ท่าม่วง ระยะทาง 35 กิโลเมตร เชื่อมต่อชุมชน สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานีรถไฟ ย่านการค้า และศูนย์ราชการสำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางของประชาชนที่ยังประสบปัญหารถโดยสารไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายสูง และขาดการเชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญในชีวิตประจำวัน
“ปัจจุบัน รถ EV Bus ของกาญจนบุรี เป็นรถบัสชานต่ำ มีรถให้บริการ 12 คัน ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย และอัตราพิเศษ 10 บาท สำหรับนักเรียน นักศึกษา เด็ก ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้พิการ และพระภิกษุ – สามเณร ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.30 น. เดินรถทุก 10 – 30 นาที รวม 50 – 60 เที่ยวต่อวัน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 3,000 คน รองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างทั่วถึง
โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางมากที่สุด ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการลดมลพิษและส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ระบุ
นพ.ประวัติ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันในเส้นทางที่ 1 ลาดหญ้า-ท่าม่วง มีรถ EV Bus ให้บริการ 12 คัน และกำลังเพิ่มอีก 6 คัน รวมเป็น 18 คัน ภายใต้งบประมาณปี 2569 ส่วนในปี 2570 อบจ.เตรียมพัฒนาเพิ่มอีก 2 เส้นทาง โดยเส้นทางที่ 2 จะใช้รถ EV Bus 12 คัน และเส้นทางที่ 3 จะใช้รถ EV Bus 6 คัน ซึ่งเมื่อดำเนินการครบทั้ง 3 เส้นทาง จะครอบคลุมการให้บริการประชาชนได้ประมาณครึ่งจังหวัด

ขณะที่ ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงการศึกษา การประกอบอาชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเดินทาง ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
สสส.จึงร่วมกับสภาผู้บริโภคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อน “โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน” เพื่อ 1.ส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและปลอดภัย 2.ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 3.ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.สร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่
“จังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการที่ดำเนินการร่วมกันใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม สสส. มองว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง แต่เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงช่วยลดอุบัติเหตุและการสูญเสียบนท้องถนน จึงหวังว่ากรณีศึกษาของ จ.กาญจนบุรีจะเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศต่อไป” ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส.กล่าว
โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อฯ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.สุรินทร์ จ.ภูเก็ต จ.สงขลา จ.ปัตตานี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.กาญจนบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนอย่างยั่งยืน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หารือ อบจ. นนทบุรี ดันระบบ “ฟีดเดอร์” ลดค่าเดินทางประชาชน
ยื่น อบจ. 32 จังหวัด ดันขนส่งสาธารณะท้องถิ่น รับวิกฤตน้ำมันแพง



