Ribbon

“แพงไม่ไหวแล้ว” จี้ รื้อโครงสร้างพลังงาน ใน 7 วัน ลดทันที 7 บาท/ลิตร

Getting your Trinity Audio player ready...
“แพงไม่ไหวแล้ว” จี้ รื้อโครงสร้างพลังงาน ใน 7 วัน ลดทันที 7 บาท/ลิตร

“แพงไม่ไหวแล้ว” กลุ่มภาคประชาชนในนาม “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายประชาชน” ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ ให้รัฐมนตรีพลังงาน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569  เพื่อเรียกร้องรัฐบาล รื้อโครงสร้างพลังงาน ภายใน 7 วัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงทันที 7 บาทต่อลิตร โดยในข้อเสนอมีประเด็นหลัก คือ การยกเลิกสูตรคำนวณราคาน้ำมันแบบเทียบเท่าการนำเข้า การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตร การปรับโครงสร้างการใช้พลังงานชีวภาพ การกำหนดเพดานค่าการตลาดน้ำมันให้เป็นธรรม และการยุติการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ คณะทำงานชุดนี้มีตัวแทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะทำงาน ภาคประชาชน ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในข้อเสนอ 8 ข้อ ที่เคยยื่นให้เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 สำหรับข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ จะเป็นประเด็นเพื่อพิจารณาดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งบางประเด็นสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมข้อเสนอของภาคประชาชนได้รับการเห็นชอบในหลักการหลายประเด็น โดยเฉพาะการ “รื้อสูตรโครงสร้างราคาน้ำมัน” ที่ใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งมีลักษณะเป็นการอ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) เสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่น ทั้งที่ในความเป็นจริงไทยมีศักยภาพการกลั่นน้ำมันได้เอง

ข้อเสนอสำคัญ คือ การปรับสูตรอ้างอิงราคาน้ำมันใหม่ให้ยึดราคาตลาดสิงคโปร์ย้อนหลัง 2 วัน โดย “ตัดค่าพรีเมียมออกทั้งหมด” เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน และกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรม โดยอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี (2563 – 2569) ซึ่งหากดำเนินการจะทำให้ค่าการกลั่นลดลงทันทีราว 6.45 – 6.57 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 1.48 – 1.60 บาท

นอกจากนี้ ได้เสนอให้ปรับลดค่าการตลาดกลับไปอยู่ที่ระดับ 1.85 บาทต่อลิตร ตามมติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมจัดสรรส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอย่างน้อย 1 บาทต่อลิตร และผู้ค้าน้ำมัน 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดกำไรส่วนเกินในระบบ

“ถ้าลดค่าการกลั่น และปรับค่าการตลาดตามข้อเสนอ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้มากกว่า 7 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที” ปานเทพกล่าว

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบันเต็มไปด้วย “ต้นทุนสมมติ” ที่ใช้มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสำรองน้ำมัน ซึ่งจำเป็นต้องถูกทบทวนและตัดออก เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยเฉพาะค่าสำรองน้ำมัน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันเงินก้อนนี้อยู่ที่ใคร ภาคประชาชนจะติดตามทวงถามต่อไป เพื่อนำเงินมาคืนกองทุนน้ำมันฯ คืนให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน

ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ข้อเสนอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานของตลาดสิงคโปร์ จะช่วยลดกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น และสามารถนำส่วนต่างดังกล่าวกลับมาลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบค่าการกลั่นทุก 3 เดือน และกำไรนำส่วนเกินมาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง

“ค่าการกลั่นตามมาตรฐานสิงคโปร์ อยู่ที่ 4 – 7 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นราคาที่โรงกลั่นได้กำไรอยู่แล้ว ข้อเสนอนี้สามารถนำมาปฏิบัติได้เลย เพราะไตรมาสแรกที่ผ่านมา โรงกลั่นแต่ละแห่ง มีกำไรเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เราสามารถเรียกกำไรส่วนเกินเพื่อมาลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนได้ทันที” รสนากล่าว

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้ยกเลิกการชดเชยน้ำมันชีวภาพทันที เพราะปัจจุบันมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน ทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด ประชาชนใช้น้ำมันแพง และเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์จากการอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ จึงขอให้ยุติการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากประชาชน และเปลี่ยนไปเรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์ส่วนเกินจากสถานการณ์ราคาน้ำมันแทน

ภาคประชาชนยังเสนอให้แยกบัญชี LPG ออกจากบัญชีน้ำมันอย่างชัดเจน และคืนเงินที่เคยนำไปอุดหนุนข้ามประเภทภายใน 90 วัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ยื่นข้อเสนอครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังไม่พบความคืบหน้าเชิงรูปธรรม จึงเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการภายใน 7 วัน เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

ด้านพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ข้อเสนอเร่งด่วนทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาโดยเร็ว โดยในบางประเด็นสามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การพิจารณาราคา B100 ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเร่งศึกษาและเสนอแนวทางโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าตรวจสอบขบวนการกักตุนน้ำมันอย่างจริงจัง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทั้งระบบ เพื่อดำเนินคดีถึงตัวผู้กระทำผิด โดยระบุว่าได้รวบรวมข้อมูลแล้วกว่า 166 กรณี และเตรียมส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

“เราจะตามไปถึงตัวการให้ได้แน่นอน ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของระบบ ต้องเอาผิดให้ถึงที่สุด และทวงคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน” โฆษกกระทรวงพลังงานย้ำ

ทั้งนี้ ภาคประชาชนได้ยื่น “ข้อเสนอ 5 ข้อ” เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย

1. ยกเลิกสูตรคำนวณราคาน้ำมันแบบเทียบเท่าการนำข้า (Import Parity) ที่บิดเบือนต้นทุน

2. กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตร และตรวจสอบทุก 3 เดือน

3. ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานชีวภาพ โดยต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานจึงจะนำมาผสม

4. ควบคุมและกำหนดเพดานค่าการตลาดน้ำมันให้เป็นธรรม

5. การแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำไปสู่การยุติการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่

5.1 การยุติจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของน้ำมันชีวภาพ เช่น ดีเซล B100 เบนซิน E20 เพื่อบิดเบือนราคา ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพ และยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชน

5.2 เรียกคืนกำไรส่วนเกินจากผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นเข้าสู่ระบบ

5.3 แยกบัญชี LPG ออกจากน้ำมัน และยุติการชดเชยข้ามประเภท

โดยข้อเสนอทั้งหมดมุ่งหวังให้โครงสร้างราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วนในระบบพลังงานไทยอย่างแท้จริง