| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภค จับมือ ครป. และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ยื่น 9 ข้อเสนอปฏิรูปพลังงาน – โทรคมนาคม แก้ปัญหาค่าไฟ น้ำมัน และอินเทอร์เน็ตแพง หวัง ลดค่าครองชีพ ประชาชน
ปัจจุบันค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งล้วนเป็นบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานและโทรคมนาคมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภค จึงร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ออกแถลงการณ์ร่วม เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้า พลังงาน และโทรคมนาคม เพื่อยกระดับกลไกคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมเสนอ 9 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างกำกับดูแล ลดการผูกขาด และ ลดค่าครองชีพ ของประชาชน

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญปัญหาธุรกิจผูกขาดในกลุ่มสินค้าและบริการจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำมัน พลังงาน โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดเสรีอย่างแท้จริง แต่เป็นผลมาจากนโยบายรัฐที่ยังไม่เปิดให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
“ที่ผ่านมาแม้จะมีองค์กรกำกับดูแล แต่ยังไม่สามารถป้องกันการผูกขาดหรือคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กฎเกณฑ์บางอย่างกลับเอื้อให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบทางธุรกิจ จนสามารถกำหนดราคาได้ตามใจ ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินจริง” บุญยืน กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนจึงเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและโทรคมนาคม เพื่อคืนอำนาจการกำกับดูแลให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่
1. เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสัดส่วนสภาองค์กรของผู้บริโภคในคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า
2. แก้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม คืนอำนาจการตรวจสอบให้รัฐสภาและประชาชน เพื่อกลไกการถ่วงดุล
3. จัดตั้ง “องค์กรก๊าซแห่งชาติ” เพื่อให้เป็นองค์กรที่บริหารจัดการและดูแลผลประโยชน์ด้านก๊าซธรรมชาติ ให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในประเทศและจำหน่ายในราคาถูก รวมถึงกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่น
4. ขอให้รัฐบาลสนับสนุนการติดโซล่าร์เซลล์และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟฟ้า
5. ปรับลดราคาค่าไฟลงทุกกลุ่ม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยให้ภาคธุรกิจไทยมีต้นทุนที่แข่งขันได้ ค้านการแปรรูปการณ์ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และดึงโรงไฟฟ้ากลับเข้าแผน PDP ตีกรอบไม่ให้สัดส่วนของ กฟผ. ลดต่ำไปกว่านี้ เพื่อให้ กฟผ. เป็นหลักในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ปล่อยให้โรงไฟฟ้าเอกชนเน้นทำกำไรฝ่ายเดียว และเสนอให้ กฟผ. ได้สิทธิใช้ก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากอ่าวไทยเป็นคิวแรก เพื่อเอามาผลิตไฟราคาถูกให้ประชาชน ก่อนให้โรงไฟฟ้าเอกชนเอาไปใช้ทำกำไร
6. เสนอโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ โดยให้ใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ตาม Mean of Platts Singapore (MOPS) ลบด้วย ราคาน้ำมันดิบดูไบ (FOB) และตัดค่าพรีเมี่ยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกไปทั้งหมด จะลดค่าใช้จ่ายปีละ 24,000 ล้านบาท
7. ใช้ค่าการกลั่น (GRM ) ตามมาตรฐาน สิงคโปร์ที่ 4-7 ดอลลาร์/ บาร์เรล หรือ 1.48 บาท/ลิตร
8. หยุดผสมไบโอดีเซล เอทานอลที่ราคาแพงเกินน้ำมันพื้นฐาน เพื่อไม่เป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันฯ
9. ให้คนไทยได้ใช้ก๊าซหุงต้มราคาในประเทศ

ด้าน รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกค่าพรีเมียมหลายรายการ ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ในประเทศ ไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์โดยตรง โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอาจสูญเสียค่าใช้จ่ายจากต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริงแล้วไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดค่าการกลั่นตามมาตรฐานสิงคโปร์ที่ 4 – 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 1.48 บาทต่อลิตร รวมถึงหยุดการผสมน้ำมันชีวภาพที่มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนกรณีก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน รสนา เสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซหุงต้มได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเลขาธิการคณะรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน ค่าโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงนโยบายรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน
“รัฐบาลควรเปิดเวทีรับฟังเสียงของภาคประชาชนและผู้บริโภค ไม่ใช่รับฟังเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง” เมธา กล่าว
เมธา ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง รวมถึงผลักดันให้มีการจัดสรรคลื่นเพื่อบริการสาธารณะ เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตสาธารณะฟรีในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนเตรียมยื่นข้อเสนอทั้ง 9 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและโทรคมนาคม ลดการผูกขาด และสร้างกลไกกำกับดูแลที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น อันจะนำไปสู่การลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาว



