ในประเทศไทย การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources : DERs) ที่เหมาะสมสำหรับครัวเรือนและผู้บริโภครายย่อยคือ ระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟทอป) และมีความท้าทายสำคัญในการนำโซลาร์รูฟทอปมาใช้ได้แก่ (1) ความน่าเชื่อถือของผู้ติดตั้ง ทั้งคุณภาพการติดตั้งและการดูแลหลังการขาย (2) ทุนตั้งต้นที่สูง (3) การขาดแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน (4) การขาดมาตรการส่งเสริมที่เพียงพอและจริงใจจากรัฐ เช่น การรับคืนไฟฟ้าผ่านสายส่งแบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (net-metering) หรือการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืน (net-billing) ทำให้การติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนของไทยเติบโตได้น้อยกว่าศักยภาพจริง และต้องพึ่งพาการทำงานของเอกชนหรือการสนับสนุนของภาคประชาสังคมเป็นหลัก ซึ่งแม้จะมีนวัตกรรมสังคมใหม่ ๆ ออกมาเช่น โครงการรวมกลุ่มติดโซลาร์แต่ก็มีทรัพยากรและความสามารถน้อยกว่าหน่วยงานรัฐอย่างมาก
โครงการฯ มีข้อสรุปจากการศึกษา ดังนี้ 1) พบว่า โมเดลรวมกลุ่มกันซื้ออาจจะไม่เหมาะกับประเทศไทยที่มีการแข่งขันและตัดราคารุนแรง 2) โมเดลธุรกิจการรวมกลุ่มติดโซลาร์รูฟทอปมีความยากในทางธุรกิจหากไม่มีแหล่งเงินทุนอื่นสนับสนุน เนื่องจากต้นทุนในการขยายผลกระทบต่อราคาขายและความสามารถในการแข่งขัน ตลาดมีความไวต่อราคาสูง และผู้เล่นรายใหญ่สามารถเสนอราคาแข่งขันได้ดีกว่า 3) อาจพิจารณาโมเดลอื่นแทน เช่น โมเดลการทำแพลทฟอร์มรีวิวช่าง ซึ่งเป็นโมเดลกึ่งกลางระหว่าง one-stop-shop ประเภท Advisory กับ Coordination เพื่อแก้ปัญหาการตัดราคาแล้วลดสเปคอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เช่น สายไฟและโครงรับน้ำหนักแผง หรือการสัญญาว่าจะรับประกันพร้อมล้างแผง 5 ปีแต่ไม่มีการทำจริง เป็นต้น 4) สำหรับประเภทของสื่อที่ใช้งานได้ผล โครงการฯ พบว่า Facebook สามารถสร้างการเข้าถึงได้มากแต่ยังมีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดใบสมัครต่ำ ขณะที่ กลยุทธ์‘เพื่อนแนะนำ’ หรือการบอกต่อกัน ก็มีประสิทธิภาพที่ดีซึ่งสะท้อนว่า โซลาร์รูฟทอปเป็นสินค้าที่ต้องการความไว้วางใจ การได้รับคำแนะนำจากเพื่อนและคนใกล้ชิดสร้างการตัดสินใจได้มากกว่า และจากข้อมูลการประชาสัมพันธ์ของโครงการฯ พบว่า เนื้อหาประเภทวีดีโอรีวิวประสบการณ์ของผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟทอปสามารถสร้างความสนใจได้มาก โดยมี กลยุทธ์ทางการสื่อสารที่ได้รับความสนใจ คือ ใช้testimonials และ user-generated content ในรูปแบบ วีดีโอเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ผู้วิจัย : วิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัท อาร์อีเจเนอเรชั่น จำกัด



