| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคเข้าชี้แจง กมธ.คมนาคม ตั้ง 6 ข้อสังเกตตรวจสอบโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน – พระราม 9 จี้ กทพ. ต้องเปิดข้อมูลความคุ้มค่า ผลกระทบ และเหตุผลการขยายสัมปทาน 22 ปี 5 เดือน ก่อนเดินหน้าโครงการ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคนำ โดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) และผู้แทนชาวบ้านชุมชนพญาไทที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Doble deck งามวงศ์งาน – พระราม 9) ได้เข้าให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะต่อที่ประชุมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการจัดทำและติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคม ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า โครงการทางพิเศษชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 ไม่ใช่เพียงแค่โครงการก่อสร้างทางวิศวกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรเท่านั้น หากแต่เป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานผูกพันระยะยาว โดยเอกชนจะลงทุนก่อสร้างมูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท แลกกับการขยายอายุสัมปทานทางด่วนเดิมยาวนานออกไปอีกถึง 22 ปี 5 เดือน พร้อมปรับสัดส่วนผลตอบแทนใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ประชาชนตามแนวเส้นทาง และผู้เสียภาษีทุกคน
ทั้งนี้ จากการศึกษาทางวิศวกรรมและบทเรียนในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการสร้างทางด่วนซ้อนทับเส้นทางเดิมไม่สามารถช่วยกระจายปริมาณรถยนต์ได้จริง เนื่องจากพื้นผิวจราจรด้านล่างไม่สามารถขยายได้อีกต่อไป การเพิ่มทางด่วนชั้นที่ 2 จึงเป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่กักเก็บรถยนต์หรือเป็นเสมือน “ลานจอดรถลอยฟ้า” ที่ในที่สุดแล้ว ปริมาณรถทั้งหมดจะต้องหลั่งไหลลงสู่คอขวดจราจรที่จุดลงทางด่วนเดิมอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการทางวิชาการเรื่อง “ความต้องการที่ถูกกระตุ้น”(Induced Demand) การเพิ่มความจุของถนนจะกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น จนทำให้การจราจรกลับมาติดขัดหนาแน่นเช่นเดิมในเวลาอันสั้น ดังเช่นบทเรียนของเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา ในทางกลับกัน เมืองที่ประสบความสำเร็จ เช่น โซล และซานฟรานซิสโก ล้วนใช้วิธีลดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์แล้วมุ่งพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อความยั่งยืน
ที่สำคัญหากการขยายสัญญาสัมปทานครั้งนี้ได้รับการอนุมัติ จะทำให้เอกชนรายเดิมได้รับสิทธิผูกขาดทางด่วนเส้นนี้ยาวนานถึง 71 ปี (ตั้งแต่ปี 2530 ถึงปี 2601 ซึ่งเป็นการผูกขาดต่อเนื่องยาวนานข้ามศตวรรษและเกินชั่วชีวิตคน โดยสัมปทานเดิมที่จะสิ้นสุดลงในปี 2578 นั้น รัฐควรจะได้รับสิทธิประโยชน์และรายได้กลับคืนมาเป็นของแผ่นดิน 100% คิดเป็นมูลค่าค่าเสียโอกาสเบื้องต้นสูงถึงประมาณ 170,000 ล้านบาท (คำนวณจากฐานรายได้ปัจจุบันที่ กทพ. แบ่งให้เอกชนประมาณ 7,500 ล้านบาทต่อปี) การแลกรายได้มหาศาลนี้กับเงินลงทุนของเอกชนเพียง 35,000 ล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงความคุ้มค่าและเม็ดเงินภาษีของประชาชน
ผลกระทบเชิงนโยบาย 4 มิติ
- ความจำเป็น ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรติดขัดได้จริง หรือเป็นเพียงการเอื้อประโยชน์ และเหตุใดไม่เลือกพัฒนาขนส่งสาธารณะ
- การแลกทรัพย์สินสาธารณะยาวนานกว่า 22 ปี มีการประเมินที่โปร่งใสและเป็นธรรมเพียงใด
- สาธารณะ มลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง PM2.5 และมาตรฐานความปลอดภัยจากการเสริมกำลังโครงสร้างเดิมที่ไม่ได้ออกแบบมารองรับทางด่วนสองชั้น
- ความโปร่งใสของข้อมูลสำคัญและการจัดทำรายงาน EIA รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วนหรือไม่
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเรียกร้องให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในประเด็นสำคัญ ดังนี้
- เหตุผลเชิงประจักษ์ในการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น เป็นทางเลือกหลักแทนการเลือกการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะและการลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลชี้แจงหลักเกณฑ์ สมมติฐาน และมูลค่าที่แท้จริงของการขยายสัมปทาน 22 ปี 5 เดือน
- หลักเกณฑ์และสมมติฐานในการพิจารณาขยายอายุสัมปทานให้กับเอกชนออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน ทั้งที่ในอดีตปี 2563 ก็ขยายสัมปทานให้เอกชนแล้วหนึ่งครั้ง ด้วยเหตุผลการแก้ไขข้อพิพาทที่ถูกฟ้องร้อง
- สิทธิในการจัดเก็บค่าผ่านทางอีก 22 ปี 5 เดือน มีมูลค่าเท่าใด และเหตุใดรัฐจึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะแลกกับการลงทุนประมาณ 35,000 ล้านบาท
- รายงานผลการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนและการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้กับเอกชน เพื่อรับผลประโยชน์จากการก่อสร้างทางด่วนสองชั้น
- แผนและมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดจากการก่อสร้าง ตลอดจนหลักประกันความปลอดภัย ความมั่นใจที่จะให้กับประชาชน
- กระบวนการจัดทำรายงาน EIA และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนดำเนินการเป็นไปตามหลักการมีส่วนร่วม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้เพียงใด
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ อาทิ
- ความจำเป็นของการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งปัญหาการจราจร และการเก็บค่าโดยสาร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้แทนการทางพิเศษฯ ให้สัมภาษณ์ผานสื่อว่า ค่าโดยสารที่เก็บไม่ได้ 50 บาทตลอดอายุสัมปทานใหม่ แต่จะมีการขึ้นราคาทุกสิบปี
- การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องผูกพันกับทางยกระดับหลายส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- ผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับจากการแลกกับการที่ให้เอกชนลงทุนก่อสร้างทางยกระดับ และขยายเวลาให้อีก 22 ปี 5 เดือน ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ
- การแก้ไขสัญญาสัมปทานให้กับเอกชนครั้งนี้ อาจเข้าข่ายขัดต่อ พรบ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ประชาชน – ฝ่ายการเมือง จี้ยุติทางด่วน 2 ชั้น ทำรัฐสูญรายได้ 1.7 แสนล้าน



